604: เคล็ดลับของการทอด

(Photo from  foodfrenzy.ocregister.com )

(Photo from foodfrenzy.ocregister.com )

เคล็ดลับของการทอดอะไรก็แล้วแต่แบบ deep-fried คือ น้ำมันต้องร้อนจัด เพราะจะทำให้อาหารนั้นไม่อมน้ำมัน

ร้อนจัดที่ว่านี่ขนาดไหน คือ ต้องอุ่นน้ำมันให้ร้อนขนาดที่ว่าเห็นควันขึ้นมาจากผิวกระทะทั้งที่ยังไม่ได้ใส่อาหารลงไป ถึงค่อยใส่อาหารลงไปทอด เรียกได้ว่า ร้อนจนกระทะเกือบไหม้ แล้วค่อยทอด

อาหารที่ทอดบางอย่างอาจเป็นอาหารชิ้นหนา ถ้าทอดด้วยน้ำมันที่ร้อนจัดๆ ข้างนอกอาจจะไหม้เสียก่อนที่ข้างในจะสุกทัน ดังนั้นอาจเร่งไฟสุดเพื่ออุ่นน้ำมันให้ร้อนจัดก่อน เมื่อใส่อาหารลงไปทอดแล้ว ค่อยลดไฟลงให้เหลือแค่ปานกลาง เพื่อให้ร้อนถึงข้างนอก รอจนใกล้จะยกขึ้นค่อยเร่งไฟให้แรงสุดๆ แล้วค่อยยกขึ้น จะช่วยลดอาการอมน้ำมันได้เหมือนกัน

ถ้าจะใช้น้ำมันเดิมทอดต่อหลายหน เพราะของเยอะ เวลาขึ้นรอบใหม่ อย่ารอให้น้ำมันเย็นลงแล้วค่อยเปิดไฟใหม่ แต่ให้รีบทอดต่อไปเลย เพราะถ้าปล่อยให้น้ำมันเย็นลงก่อน พอทอดรอบใหม่จะสังเกตว่า น้ำมันจะดำหรือมีเศษไหม้ติดอาหารเต็มไปหมด ไม่น่ารับประทาน

ถ้าจะผัด เช่น ผัดกะเพรา อาจเร่งไฟสุดให้น้ำมันร้อนเร็วๆ ก่อน จากนั้นใส่กระเทียม แล้วลดไฟลง เพราะถ้าไฟแรงเกินไป กระเทียมจะไหม้หมด เมื่อกระเทียมเหลืองแล้วจึงค่อยใส่อย่างอื่นต่อไป

603: Early Retire?

ยุคนี้คำว่า เกษียณเร็ว กลายมาเป็นเป้าหมายชีวิตยอดนิยมของใครหลายๆ คน

แต่จากการรวบรวมสถิติพนักงานของบริษัทเชลล์ที่เกษียณอายุพบว่า ยิ่งพนักงานเกษียณอายุไวเท่าไร ก็ยิ่งมีอายุเฉลี่ยที่เหลืออยู่หลังจากเกษียณแล้วสั่นลงมากเท่านั้น โดยพบว่า พนักงานที่เกษียณอายุในวัย 55 จะเสียชีวิตหลังจากเกษียณแล้วในวัยที่น้อยกว่าพนักงานที่เกษียณที่อายุ 65

ยิ่งไปกว่านั้น พนักงานที่เกษียณในวัย 55 มีโอกาสที่จะเสียชีวิตภายในสิบปีหลังจากนั้นมากกว่าคนที่เกษียณในวัย 65 ถึง 89%  โดยสถิติดังกล่าวได้ตัดผลของเพศ ฐานะการเงิน ปีเกิด ออกไปแล้ว แต่พบว่าปัญหาสุขภาพของคนที่เกษียณเร็วน่าจะมีส่วนที่ทำให้คนที่เกษียณเร็วมีอายุยืนน้อยกว่า

คนที่ตั้งเป้าหมายที่จะเกษียณเร็วส่วนหนึ่งวางแผนไว้ว่า เมื่อเกษียณเร็วได้แล้ว เขาจะใช้เวลาว่างไปกับการท่องเที่ยว เช่น การแบกเป้ไปเที่ยวรอบโลก แต่จากการสำรวจพฤติกรรมของคนที่เกษียณเร็วพบว่า พวกเขาจะเดินทางท่องเที่ยวอย่างจริงจังในช่วงสองสามปีแรกที่เกษียณเท่านั้น แต่หลังจากนั้น พวกเขาจะเปลี่ยนวิถีชีวิตเป็นการนั่งดูโทรทัศน์ หรือทำกิจกรรมแบบคนในสังคมเมืองทั่วๆ ไปแทน และนั่นส่งผลต่อสุขภาพของพวกเขาอย่างยิ่ง เพราะพวกเขามีเวลาว่างมากกว่าคนปกติ

อาจเป็นไปได้ว่า การมีเวลาว่างมากเกินไป ทำให้มีโอกาสทำกิจกรรมที่ทำลายสุขภาพมากขึ้น และส่งผลให้คนที่เกษียณเร็วมีอายุยืนน้อยกว่า

และอาจเป็นไปได้ว่า ความเครียดที่เกิดขึ้นจากการเป็นคนไม่มีงานทำนั้น ทำให้รู้สึกว่าชีวิตไม่มีความหมาย และความเครียดอันนี้ส่งผลต่อสุขภาพของคนที่อยู่ในวัยเกษียณ ยิ่งต้องอยู่ในวัยเกษียณยาวนานเท่าไร ก็ยิ่งได้รับผลกระทบอันนี้มากขึ้นเท่านั้น

ผมคิดว่า บางคนอาจกำลังตั้งเป้าหมายชีวิตไม่ถูกต้อง หรือว่าอาจจะกำลังไม่เข้าใจจริงๆ ว่าตนเองต้องการอะไรกันแน่ บางคนรู้สึกเบื่องานประจำมาก ทำให้เกิดการตั้งเป้าหมายชีวิตว่าจะต้องเกษียณก่อนคนอื่นๆ ให้ได้ ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว เราอาจไม่ได้ไม่ชอบการทำงาน แต่ที่จริงแล้ว สิ่งที่เราไม่ชอบก็คือ การต้องทำงานที่เราไม่ชอบมากกว่า ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน ที่จริงแล้วคนที่อยากเกษียณเร็วๆ อาจเป็นคนที่เกลียดการอยู่เฉยๆ มากด้วยซ้ำ แต่พวกเขาอาจจะยังไม่รู้จักหรือเข้าใจตัวเองมากพอ

ที่จริงแล้ว คนส่วนใหญ่อาจไม่ได้ต้องการเกษียณเร็ว แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ คือ การได้ทำงานที่เราชอบ งานที่ทำให้เรารู้สึกสนุกและท้าทายความสามารถ งานที่เรามีอิสระที่จะได้ตัดสินใจด้วยตนเองแทนที่จะต้องคอยทำตามคำสั่ง งานที่ทำให้เรารู้สึกมึความเป็นเจ้าของ งานที่เราสามารถหยุดพักเป็นช่วงๆ ตามใจของเราได้ งานที่ไม่เครียดมากเกินไป ฯลฯ ซึ่งที่จริงแล้ว การจะได้ทำงานอย่างนั้นอาจไม่จำเป็นต้องเกษียณเร็ว เพื่อที่จะได้ทำธุรกิจส่วนตัว เสมอไปก็ได้ แต่มีคนที่ทำงานประจำตลอดชีวิตหลายคนที่สามารถไปถึงจุดนั้นได้ โดยไม่ต้องออกมาทำเอง

ตรงกันข้าม บางคนเชื่อว่าการทำธุรกิจส่วนตัว หรืองานอิสระ เท่านั้นที่จะตอบโจทย์นี้ได้ แต่พอลาออกจากงานประจำมาทำจริงๆ ก็พบว่า การเป็นเถ้าแก่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจที่เกิดใหม่นั้น เป็นงานที่เครียดและกดดันมากกว่าการเป็นลูกจ้างหลายเท่า หรือแทนที่จะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ กลับต้องมายุ่งเรื่องแต่เรื่องธุรกิจ การหาลูกค้า การบริหารเงินสด ทั้งวันทั้งคืน บางคนคิดว่าเป็นฟรีแลนซ์คือได้ทำอะไรตามใจตัวเอง ไม่ต้องคอยอยู่ใต้บังคับบัญชาของใคร แต่พอมาทำจริงๆ ก็พบว่า เรายิ่งต้องง้อคนมากกว่าเดิม เพราะคนที่เราต้องง้อก็คือลูกค้า ซึ่งคาดหวังกับเราสูงมาก และไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบอะไรเราเลย เพราะว่าไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบนายจ้าง-ลูกจ้าง ที่มีกฎหมายแรงงานคุ้มครองอยู่ ลูกค้าคือลูกค้า และลูกค้าถูกเสมอ

เวลาเราเห็นคนที่อยู่ในวัยเกษียณ เราอาจจะคิดว่า พวกเขาคงเป็นคนที่มีความสุขที่สุด มีอิสระ มีเวลาว่างเยอะ ไม่ต้องทำงานอะไรเลย แต่ถ้าคุณลองถามคนที่เกษียณอยู่ คุณจะรู้ว่า พวกเขาอาจไม่ได้รู้สึกแบบนั้น การที่ต้องคอยหาอะไรทำอยู่ตลอดเวลา เพราะว่าไม่รู้จะทำอะไรดีนั้น ก็เป็นความทุกข์อีกรูปแบบหนึ่งของมนุษย์ บางทีคนที่มีความสุขมากที่สุด คือคนที่ได้ทำงานที่ชอบ ที่เขาสามารถสนุกกับมันได้ คนพวกนี้ไม่จำเป็นต้องไปเที่ยวเลยก็ได้ เพราะการทำงานสำหรับเขาก็เป็นความบันเทิงอยู่แล้วในตัวเองอยู่แล้ว ทุกวันคือความสนุกและท้าทาย พวกเขาไม่อยากเกษียณเลย เพราะน่าเบื่อมากกว่า และงานแบบนี้ก็อาจหาไม่ได้ในงานอิสระเสมอไป

ลองสำรวจดูให้ดีครับว่า จริงๆ แล้วตัวคุณต้องการอะไรกันแน่ ใช่การเกษียณเร็วๆ หรือมีเงินมากๆ จริงหรือเปล่า?

602: ฟาแลน กล้วยไม้คุณหนู

phalaenopsis

(Photo from ikea.com)

ปกติกล้วยไม้จะต้องปลูกไว้นอกอาคารถึงจะอยู่ได้ แต่ถ้าใครอยากปลูกกล้วยไม้ไว้ภายในอาคารก็ทำได้ด้วยการเลือกปลูกกล้วยไม้ตระกูล “ฟาแลน” พวกมันต้องเลี้ยงไว้ในห้องแอร์ ถ้าอยู่ข้างนอกในเมืองร้อนแบบบ้านเราอาจถึงขั้นตายได้ ฟาแลนจึงได้ชื่อว่าเป็น “กล้วยไม้คุณหนู”

601: สัญชาตญาณแบ่งแยก

crowd

ผมว่ามนุษย์มีสัญชาตญาณของการแบ่งแยกเวลาอยู่ร่วมกันเป็นสังคมนะครับ

เคยไปบวชภาคฤดูร้อน พระบวชใหม่ทั้งกลุ่มมี 50 กว่ารูป แต่ละคนมาจากร้อยพ่อพันแม่ ฐานะและการศึกษาก็ต่างกันมาก แต่ถูกจับมาอยู่รวมกันในสังคมแบบค่อนข้างปิด ริบสมบัติส่วนตัว ให้ใส่ชุดเดียวกัน กินเหมือนกัน นอนแบบเดียวกัน หัวโล้นๆ เหมือนกันหมด

แค่ไม่กี่อาทิตย์เท่านั้น ก็เริ่มแบ่งออกเป็นกลุ่มเล็กๆ 3-4 กลุ่มเป็นอย่างน้อย และแต่ละกลุ่มก็จะมีใครคนหนึ่งที่ถูกยอมรับให้เป็นหัวหน้า (“ลูกพี่ใหญ่”) แบบไม่เป็นทางการ

อีกครั้งหนึ่ง เคยไปทำงานกับบริษัทต่างประเทศที่เพิ่งมาเปิดสาขาในไทยเป็นครั้งแรก เลยได้เป็นพนักงานรุ่นแรกของบริษัท ที่มีเจ้านายฝรั่งแค่หนึ่งคน กับพนักงานใหม่อีกแค่ 7 คน รวมเป็นแปดคน

แปลกนะครับ แค่ไม่ถึงสองเดือน ก็คน 7 คน ก็เริ่มแบ่งออกเป็นสองกลุ่มอย่างชัดเจน วัดจากการไปกินข้าวกันด้วยกัน และการซุบซิบนินทา

ไม่ว่าสังคมมนุษย์จะถูกซอยย่อยให้เล็กคงแค่ไหน ก็จะมีการซอยกันเองออกเป็นมุ้งเล็กๆ ในสังคมนั้นอีกอยู่ดี ผมเลยคิดว่า มันน่าจะเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งของมนุษย์เลยทีเดียว

เดาว่าสัญขาตญาณนี้มีแรงขับมาจากความรู้สึกไม่ปลอดภัย หรือความกลัวนั่นเอง คนเรารู้สึกไม่ปลอดภัยที่ต้องอยู่โดดเดี่ยว จึงชอบอยู่ในสังคมที่มีความรู้สึกว่าเรามีใครสักกลุ่มเป็นพวกของเรามากกว่า และนั่นก็หมายถึงต้องมีคนอีกส่วนหนึ่งที่เป็น “คนละฝ่าย” กับเราด้วย เพราะจะเรียกว่าเรามีพวกได้อย่างไร ถ้าไม่มีคนที่เป็น “พวกอื่น” ของเราอยู่เลย

การแบ่งพรรคแบ่งพวกยังช่วยเรื่องการต่อรองอำนาจ เพราะถ้าคนในสังคมที่มี 100 คน แต่ละคนต่างคนต่างเป็นปัจเจกอิสระ แต่ละคนย่อมมีอำนาจแค่เพียง 1% เท่ากันหมด แต่ถ้ามีคนสิบคนในนั้นผนึกกำลังเป็นพันธมิตรกัน ก็จะมีเสียงถึง 10% ถ้าเอามาต่อรองกับคนอื่นๆ ก็จะชนะเสมอ สุดท้ายแล้วคนอื่นๆ อีก 90% ก็ต้องสร้างกลุ่มของตัวเองบ้าง เพื่อจะได้ต่อรองอำนาจกับคนอื่นที่รวมกันเป็นกลุ่มได้ สุดท้ายแล้ว สังคมมนุษย์จึงต้องมีมุ้งเล็กมุ้งใหญ่อยู่เสมอ เพราะเป็นการต่อรองอำนาจ ถ้าเราไม่ทำ ประเดี๋ยวก็จะมีคนอื่นทำ แล้วบีบให้เราต้องทำเอง

ถ้าคิดให้ดี ค่านิยมเรื่องศิษย์เก่าสถาบันต่างๆ ก็มีแรงจูงใจมาจากสัญชาตญาณนี้เหมือนกัน รวมทั้งการที่คนเราชอบเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นการแบ่งแยกพวกเราออกจากพวกเขา

จิตใจที่ไม่ชอบการแบ่งแยก มองทุกคนอย่างเสมอภาค จึงเป็นเรื่องที่จะต้องอาศัยความกล้าหาญในจิตใจของคนๆ นั้น ที่จะเอาชนะสัญชาตญาณแห่งความกลัวเหล่านี้ให้ได้ด้วย

 

 

600: ลูทีน

1000

เมื่ออายุมากขึ้น สายตาของเราจะแย่ลง ส่วนหนึ่งเกิดการ แสง UV ในธรรมชาติ และแสงสีฟ้า ที่จอคอมพิวเตอร์ที่เปล่งออกมา ค่อยๆ ทำลายเซลล์ประสาทตาของเราไปเรื่อยๆ

แต่ในดวงตาของเราจะมีสารอย่างหนึ่งชื่อว่า “ลูทีน” อยู่ มีหน้าที่ป้องกันไม่ให้แสงทำลายเซลล์ประสาทตาของเราเร็วเกินไป

ลูทีน พบมากใน ผักโขม (Spinach) หรือพืชผักที่มีสีเหลืองอื่นๆ ในยุคที่เรามองจอคอมพิวเตอร์กันทั้งวัน การกินผักโขมอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งมื้อ จะช่วยชะลอความเสื่อมของสายตาเราได้ครับ

ที่มา: BBC Documentary : the truth about food