Bill Cunningham

Bill Cunningham ลาออกจาก Harvard University อพยพไปนิวยอร์ก เพื่อเริ่มต้นอาชีพนักหนังสือพิมพ์ สิ่งที่เขาชอบทำคือ การออกจากบ้านทุกวัน เพื่อไปถ่ายรูปชาวนิวยอร์กตามท้องถนน ที่เขาเห็นว่า แต่งตัวได้ดี เขาทำอย่างนี้ทุกวันติดต่อกันมากว่า 50 ปีแล้ว

ทุกวันนี้ Street Photography เป็นเรื่องธรรมดาๆ ที่แมสทำกัน แต่เมื่อห้าสิบปีก่อน มันคือวัฒนธรรมย่อยที่ใหม่มากๆ คนสมัยนั้นยังคิดไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่า มันมีอนาคตยังไง เรื่องนี้ทำให้มองเห็นว่า คนที่อยู่แถวหน้าของอะไรสักอย่างหนึ่ง บางทีเขาไม่ได้ทำอะไรที่ยากเลย ถ้า Bill เพิ่งจะมาเริ่มถ่ายภาพแบบนี้สมัยนี้ เขาอาจสู้ใครไม่ได้เลย แต่เขาทำตั้งแต่ห้าสิบปีก่อน ทำแบบบ้าๆ อยู่คนเดียว คนสมัยนั้นอาจดูถูกด้วยซ้ำว่าเขาเป็นแค่คนถ่ายรูปกระจอกกระจอก แต่ Bill ทำเพราะเขามองเห็นอะไรบางอย่าง ในชีวิตประจำวันที่คนทั่วไปมองข้าม เขาคิดว่าคนธรรมดาที่แต่งตัวได้ดี มีอยู่เต็มท้องถนนไปหมด มันเป็นแฟชั่นที่มีค่าไม่น้อยไปกว่าแฟชั่นบนรันเวย์ และควรที่จะเก็บสะสมภาพเหล่านั้นไว้ และตั้งใจทำมันติดต่อกันห้าสิบปีโดยไม่ล้มเลิกไปก่อน ความเชื่อเพียงแค่นี้ก็ทำให้เขากลายเป็นตำนานได้ในอีกห้าสิบปีต่อมา

เดี๋ยวนี้ผมรู้สึกชอบคนแบบนี้นะ คนที่อุทิศชีวิตให้กับการทำอะไรสักอย่างหนึ่งให้ดีที่สุด (แต่ต้องไม่ใช่แนวศาสนานะ)​ มันเป็นวิถีชีวิตที่ผมเอาเป็นแบบอย่าง         

Little Forest : Winter/Spring (2015)

หนังเอาใจสาวก Kinfolk ผ่านตัวละครหลักของเรื่องที่เลือกไปใช้ชีวิตแบบ Slow Living ในชนบท ปลูกผัก ทำอาหารกินเอง

ใครมี Passion เรื่องการทำอาหารคงดูแล้วฟินมาก แต่คนทั่วไปอาจจะไม่ขนาดนั้น เพราะว่าไม่ได้อินกับการทำกับข้าว ผมเองเพิ่งเริ่มศึกษาการทำอาหารกินเองได้สักพัก แต่ก็ยอมรับว่ายังไม่สามารถอินกับหนังได้มากพอ

จัดเป็นหนังแนว “พาฝัน” ที่พาคนดูซึ่งเป็นมนุษย์เงินเดือน ไปสู่ชีวิตแบบนิตยสารแนว Kinfolk สักสองชั่วโมง ถ้าคิดลึกๆ ชีวิตจริงคงไม่เหมือนในหนัง เพราะถ้าไปอยู่แบบนั้นจริงๆ เพื่อนๆ คงไม่ได้มานั่งกินข้าวเย็นด้วย เพราะเพื่อนๆ เราก็คงทำงานประจำ เลิกงานก็เหนื่อยและดึกมากแล้วกับการเดินทาง สุดท้ายเราคงต้องกินข้าวคนเดียวทุกวันมากกว่า

นอกจากนั้น เงินน่าจะเป็นอุปสรรคสำคัญของชีวิตแบบนั้น คุณปลูกผักกินเองก็จริง แต่คุณก็ยังต้องจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส ไม่มีงานประจำแล้วจะเอาเงินมาจากไหน ถ้าเอาผักที่ปลูกไปขาย รายได้ก็ไม่แน่นอน ราคาผักขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา สุดท้ายแล้วจะเครียดกับเรื่องเงินมากกว่าจะมี peace of mind

ชีวิตประจำวันของตัวละคร ไม่ถึงกับน่าเบื่อ แต่ตรงกันข้าม เวลาทั้งวันแทบจะหมดไปกับการเตรียมวัตถุดิบสำหรับอาหารมื้อต่อไป ทั้งปลูกผัก หาเห็ด ทำอาหาร กินอาหาร ล้างจาน กว่าจะเสร็จ ก็ต้องเตรียมการสำหรับมื้อต่อไปแล้ว ผมเองชอบ Slow Life เหมือนกัน แต่ต้องเป็นแบบ นานๆ ที เปลี่ยนบรรยากาศ คลายเครียด ถ้าให้อยู่แบบ Slow Life ตลอดเวลา มีชีวิตอยู่เพื่อการหาอาหารสำหรับมื้อต่อไป ขนาดผมเป็น introvert แล้ว ก็ยังคิดว่าอยู่ไม่ได้แน่ๆ รู้สึกว่า ชีวิตมันต้องมีอะไรมากกว่านั้น  

Never Stop Thinking

ได้ดูคลิปของ Takashi Amano คลิปหนึ่งที่สอนคนที่มาฝึกงานกับเขา เขาบอกว่า ทุกคนต้องหางานที่ตัวเองสนใจให้ได้ เพราะคนที่ทำงานเพราะว่าต้องทำ กับทำงานเพราะว่าสนใจในงานนั้น พลังมันแตกต่างกันมาก ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

ฉะนั้นการเลือกงานจะว่าไปแล้วมันไม่ได้ผิด ที่จริงเราควรจะเลือกงานด้วยซ้ำ แต่เมื่อเราได้เลือกงานด้วยตัวเองแล้ว เราก็ต้องทำงานนั้นให้ดีที่สุด (โทษใครไม่ได้แล้ว เพราะเราเลือกเอง) ชีวิตส่วนตัวของ Amano ก็เป็นแบบนั้น แทนที่เขาจะไปทำงานออฟฟิศ เขาชอบขี่จักรยาน ถ่ายภาพ ดำน้ำ เขาก็เลือกที่จะมุ่งไปหาสิ่งเหล่านี้ ไม่ได้คิดว่าเป็น hobby แล้วจะทำเป็นอาชีพไม่ได้ เมื่อเลือกแล้วก็ทำให้สุดๆ ไปเลย เข้าป่าไปเก็บภาพใต้น้ำลึก หรือซ้อมขี่จักรยานจนติดทีมชาติญี่ปุ่นได้ ทำมันจนกลายเป็นอาชีพให้ได้ และเขาก็ประสบความสำเร็จในทุกอย่างที่ทำจนกลายเป็นตำนานเลย

อีกอันที่ Amano สอนคือ เวลาตัดแต่งไม้น้ำ สิ่งที่ต้องทำอยู่ตลอดเวลาคือ “คิด” ไม่ใช่สักแต่ว่าตัดๆ ไปอย่างนั้น ต้องคิดอยู่ตลอดว่าต้องตัดอย่างไหน มันถึงจะดูดี เพราะว่าอะไร มีวิธีที่ดีกว่าที่ทำอยู่หรือไม่ อย่าหยุดคิด อย่าทำด้วยประสาทอัตโนมัติ เราก็จะเรียนรู้ได้ตลอดเวลาในสิ่งที่เราทำ ไม่หยุดอยู่กับที่

สรุปแล้ว เคล็ดลับความสำเร็จของทุกสำนักก็คล้ายๆ กันนะ คือเราต้องเลือกทำอะไรที่เรามี Passion และเมื่อได้ทำก็ต้อง เรียนรู้อยู่ตลอดเวลาด้วย อย่าแค่นับจำนวนชั่วโมงให้ครบหมื่น แต่ทุกชั่วโมงที่ทำ ต้องพยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ให้ได้เยอะที่สุด เพราะนั้นจะทำให้เราก้าวหน้าได้เร็วที่สุด เป็นการใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

คนส่วนใหญ่จะแค่อยากประสบความสำเร็จในระดับสูง แต่เวลาทำอะไรนั้น จะไม่กล้าเสี่ยง เลือกเอาแต่สิ่งที่ง่ายๆ สะดวกๆ สบายๆ ไม่ทุ่มเท ไม่กล้าใส่ทั้งหมดที่มีลงไป สุดท้ายเราก็จะได้แค่คนธรรมดาๆ แบบเดียวกับคนที่เลือกซื้อพันธบัตร ซึ่งเป็นคนที่มองหาสิ่งที่เสี่ยงน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ เพราะคิดว่านั่นเป็นเรื่องดี แต่ที่จริงนั่นเป็นการ Play Safe ที่มากเกินไป คนที่ประสบความสำเร็จในระดับสูง ต้องกล้าเสี่ยงในสิ่งที่คิดมาดีแล้ว ยิ่งประสบความสำเร็จมากก็ต้องทำให้สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้า และเทหมดหน้าตัก ทำในสิ่งที่รัก และตั้งใจทำมันอย่างดีที่สุด ทำให้มีคนน้อยมากที่มาถึงจุดที่เขามาถึงได้ เพราะไม่กล้าและไม่ยินดีที่จะทุ่มเทมากพอ

ไม่ได้บอกว่าทุกคนควรต้องสุดโต่งแบบนี้นะครับ แต่ถ้าใครหวังสูง แต่ไม่ยินดีที่จะเสี่ยงและทุ่มสุดตัว มองหาแต่อะไรง่ายๆ สะดวกๆ ปลอดภัยๆ ตลอดเวลา แล้วหวังว่าจะประสบความสำเร็จสูงกว่าคนอื่น คุณกำลังบ้าครับ 

The Power of Less

Leo Babauta (Zen Habits) เป็น Blogger ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในระดับโลก เรื่องที่เขาเขียนคือปรัชญาของความเรียบง่าย

หลักของเขาคือ คนเราจะทำอะไรได้เยอะขึ้น ถ้าหากเลือกทำให้น้อยอย่าง เพราะจะทำให้จดจ่อกับมันได้ง่ายกว่า วิธีการคือ เลือกทำแต่สิ่งที่สำคัญกับเราจริงๆ แค่ไม่กี่อย่าง แล้วเอาสิ่งที่เหลือออกไป

สิ่งที่สำคัญกับเราจริงๆ คือ สิ่งที่เราคิดว่าคือเป้าหมายชีวิตในระยะยาวของเรา นอกจากนี้ต้องเป็นสิ่งที่สร้างผลกระทบกับเราได้เยอะกว่าด้วย ลองคิดดูว่าคุณต้องการอะไรในชีวิตจริงๆ ในระยะยาว เช่น อยากมีสิ่งที่สร้างรายได้ให้ตัวเองได้ต่อเนื่องและยาวนาน อยากมีชื่อเสียงในระยะยาว อยากทำอะไรบางอย่างเพื่อสังคม เป็นต้น คุณก็ควรโฟกัสที่เป้าหมายเหล่านั้น อะไรที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่มีผลต่อเป้าหมายในระยะยาวของคุณ ก็ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่คุณจะใช้เวลาวันละมากๆ ไปกับมัน เช่น ถ้าคุณเล่นเฟซวันละ 7 ชั่วโมง แต่มันไม่ได้ช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายระยะยาวของคุณได้เลย คุณก็ควรพิจารณาเลิกเล่น เป็นต้น

และกิจกรรมที่มีส่วนทำให้คุณบรรลุเป้าหมายในระยะยาวของคุณได้อาจมีหลายกิจกรรม จงเลือกกิจกรรมที่สร้างผลกระทบต่อเป้าหมายได้เยอะมาก และมากกว่า กิจกรรมที่มีส่วนแต่ว่ามีผลกระทบน้อยกว่าด้วย เช่น การคุยโทรศัพท์กับลูกค้าอาจทำให้ได้ออเดอร์มากกว่าการนั่งเขียน Sale Reports สรุปก็คือ กิจกรรมต้องเกี่ยวกับเป้าหมายระยะยาว และสร้างผลกระทบต่อเป้าหมายนั้นๆ ได้มาก

เทคนิคที่สำคัญคือ การสร้างข้อจำกัด เพราะข้อจำกัดจะบีบให้เราใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพ เช่น อาจตั้งกฎว่า จะอ่านข้อมูลในเน็ตแค่วันละชั่วโมงเท่านั้น ถ้าคุณหาข้อมูลได้แค่วันละชั่วโมง คุณจะเลือกอ่านแต่ข้อมูลที่สำคัญจริงๆ ไปโดยปริยาย ตั้งงบประมาณสำหรับซื้อของจำกัดต่อเดือน ทำให้คุณไม่ซื้อของที่ไม่จำเป็นเข้าบ้านในรกบ้าน เป็นต้น เรียนรู้ที่จะปฏิเสธคำขอร้องของคนอื่นที่จะขโมยเวลาของคุณไปด้วย

เป้าหมายระยะยาวของคุณอาจมีได้หลายอย่าง แต่ให้เลือกทำให้สำเร็จทีละหนึ่งอย่างจะง่ายที่สุด โดยให้คิดว่าเป้าหมายระยะยาวอันนั้น ต้องประกอบด้วยเป้าหมายระยะสั้นอะไรบ้าง แล้วกำหนดออกมาเป็นเป้าหมายประจำวัน ซึ่งไม่ควรมีมากกว่าสามอย่าง และพยายามทำเป้าหมายประจำวันให้ได้ทั้งสามอย่างนั้นให้ได้ทุกวัน เช่น เป้าหมายระยะยาวคือการมีสุขภาพที่ดีขึ้น อาจมีเป้าหมายประจำวัน 3 ข้อ คือ เดินวันละ 30 นาที, กินผักสลัดวันละมื้อ และนอนให้ได้วันละ 7 ชม. แล้วทุกวันก็โฟกัสที่กิจกรรมสามอย่างนี้ก็พอ

พยายามทำกิจวัตรประจำวันให้เรียบง่ายเข้าไว้ เช่น เช็คอีเมลแค่วันละสองครั้ง ใช้เน็ตวันละหนึ่งชั่วโมง มีของบนโต๊ะทำงานได้ไม่เกินห้าชิ้น ทำอะไรให้ช้าลง ไม่ทำอะไรสองอย่างพร้อมๆ กัน สร้าง Morning Routine ส่วนตัวที่มีประโยชน์ขึ้นมา

เป็นแนวคิดที่น่าสนใจดีครับ น่าจะลองเอาไปทำกันดู    

ความสัมพันธ์กับแม่ ความไว้ใจผู้อื่น การเห็นคุณค่าในตนเอง

แต่ละคนเห็นคุณค่าในตนเองไม่เท่ากัน การไว้วางใจคนรอบข้างก็ไม่เท่ากัน ในทางจิตวิทยาบอกว่าเป็นผลมาจากความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับแม่ เมื่อตอนที่อายุ 0-3 ปี ที่ส่งผลสืบเนื่องมาถึงตอนโต

ถ้าหากความสัมพันธ์กับแม่ดี เอาใจใส่ แม่ให้ความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย เป็นความสัมพันธ์แบบมั่นคง ทารกจะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่เชื่อมั่นในตนเอง เมื่อติดต่อกับคนรอบข้างก็จะคาดหวังว่าจะได้รับการตอบสนองที่ดีจากคนอื่นและคนรัก กล้าแสดงความรักต่อผู้อื่น มีความรักกับคู่รักได้ยืนยาว ถ้ามีปัญหาชีวิตคู่ก็คาดหวังในทางบวกว่าจะแก้ไขปัญหาได้ในที่สุด

หากความสัมพันธ์กับแม่ในวัยทารกไม่อบอุ่น แม่ห่างเหิน ทอดทิ้งไม่ใส่ใจ ทารกจะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสัมพันธ์ในลักษณะ หลีกเลี่ยง ผู้อื่น คิดว่าตนเองไม่มีค่าเพียงพอที่ใครจะรัก ไม่เชื่อใจคนอื่น หลีกเลี่ยงความสัมพันธ์ หรือความรัก ก้าวร้าว เกลียวกราด ปฏิเสธนำ้ใจจากคนอื่น ตอนเด็กมักไม่ค่อยมีเพื่อน

หากความสัมพันธ์กับแม่ในวัยทารกเป็นแบบไม่สม่ำเสมอ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เอาแน่นอนไม่ได้ จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสัมพันธ์กับผู้อื่นแบบ วิตก ขัดแย้ง คือ มีบุคลิกขัดแย้งในตัวเอง กล่าวคือ อยากได้ความรักจากคนอื่นอย่างมาก แต่ก็วิตกว่าคนอื่นจะไม่รักเราจริง มีความรักกับใครก็มักจะไม่ราบรื่น คิดว่าตนเองไม่มีค่าพอสำหรับคนรัก กลัวถูกทิ้ง ขี้หึงรุนแรง ไม่กล้ารักจริง วิตกกังวลกับความสัมพันธ์แต่ก็อยากอยู่ใกล้คนรักตลอดเวลาเอาไว้กอด พฤติกรรมขี้หึงรุนแรง ขี้ระแวง มองคนรักในแง่ร้าย นี่เองที่มักเป็นสาเหตุทำให้ความสัมพันธ์ต้องมีปัญหาจนถูกตีจากขึ้นมาจริงๆ ซึ่งจะยิ่งตอกย้ำความเชื่อของตัวเองว่าคนอื่นไม่รักจริง ทำให้ยิ่งระแวงความรักมากขึ้นไปอีกไม่มีที่สิ้นสุด อาจทำร้ายตนเองหรือคนรักได้ด้วย

(ที่มา : รายการจิตวิทยาเพื่อคุณ สถานีวิทยุจุฬา)  

ปรากฏการณ์ฮิปสเตอร์

ฮิปสเตอร์ ชอบทำตัวให้ต่างจากกระแสหลัก แต่พฤติกรรมของฮิปสเตอร์ด้วยกันเองก็คล้ายกันจนกลายเป็นวัฒนธรรมย่อย เช่น ชอบนั่งร้านกาแฟทางเลือก ขี่จักรยาน ชอบศิลปะ ฟังดนตรีอินดี้ ดูหนังสั้น กินคลีน รักษ์โลก ใส่เสื้อผ้าแนวมินิมอล ใช้ชีวิตสโลวไลฟ์ ทำสิ่งของใช้เอง เป็นต้น

จะว่าไปผมก็บังเอิญชอบอะไรคล้ายๆ แบบนี้อยู่หลายอัน แต่ผมคงไม่ใช่ฮิปสเตอร์ เพราะลักษณะหนึ่งของฮิปสเตอร์ คือ จะต้องไม่ยอมรับว่าตัวเองเหมือนฮิปสเตอร์ด้วย ผมคิดว่าปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ของโลกที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา เป็นตัวกำหนดให้คนส่วนหนึ่งหันมาสนใจสิ่งเหล่านี้เอง

แต่ถ้ามองในแง่ความต้องการตามลำดับขั้นของมาสโลวก็เป็นได้ คนที่ชอบอะไรทำนองนี้น่าจะอยู่ในระดับสี่ คือ ต้องการมีตัวตน แสวงหาตัวตน อยากได้รับการยอมรับ (โดยการทำตัวให้แตกต่าง มีเอกลักษณ์)​ การที่มีกระแสนี้ผุดขึ้นในไทยตอนนี้ ก็เป็นสัญญาณที่ดี เพราะบ่งบอกว่า มีคนไทยที่หลุดพ้นระดับของการดิ้นรนทำมาหากินเยอะขึ้น (คนแบบนี้ไม่ต้องรวยก็ได้ แต่เป็นพวกที่คิดว่าตัวเองมีเงินพอใช้แล้ว ไม่ต้องดิ้นรนหาตลอดเวลา)​ แปลว่าระดับความเป็นอยู่ของคนสูงขึ้น เพราะเมื่อคนพ้นระดับนี้ไปแล้วก็จะมองหาความเป็นตัวตน ความภูมิใจ ความโดดเด่น แทน เป็นลำดับขั้นของความต้องการตามธรรมชาติ ถ้าประเทศมีคนระดับนี้เยอะขึ้น จะมีคนเสพศิลปะ วัฒนธรรม สิ่งสุนทรีย์ มากขึ้น กลายเป็นตลาด ให้คนที่ทำงานในวงการเหล่านี้มีอาชีพมากขึ้น ของพวกนี้มีมูลค่าเพิ่มสูง สังคมก็จะพัฒนาสิ่งเหล่านี้ให้ก้าวหน้าได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยควรจะพัฒนาเพื่อยกระดับตัวเองให้ก้าวขึ้นไปเหมือนเกาหลีใต้ หรือประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ใช่ส่งออกสินค้ารับจ้างผลิต แบบกดค่าแรง กดค่าเงิน แบบเดิมๆ ซึ่งนับวันประเทศเพื่อนบ้านจะขึ้นมาแย่งเราไปเรื่อยๆ

ผมมองว่าปรากฎการณ์ฮิปสเตอร์ยังเข้ากันได้กับปรัชญาแนวของผม ที่มองว่า มนุษย์ควรหันมาสนใจวัฒนธรรมมนุษย์ เช่น ศิลปะ นวัตกรรม ทั้งหลายที่มนุษย์เป็นผู้สร้าง มากกว่าที่จะสนใจศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ทั้งหลาย ทุกคนควรทำอะไรสักอย่างให้เก่ง และมีความเชื่อในสิ่งนั้น มีความเป็นมืออาชีพในเรื่องนั้นๆ ซึ่งถ้าทุกคนมีสิ่งที่ทำได้เก่งสุดๆ กันคนละอย่าง จะสร้างประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมได้อย่างมากมายมหาศาล

ซึ่งในแง่หนึ่ง ฮิปสเตอร์ก็คือคนแบบนั้นเลย    

อิหร่านเป็นรัฐศาสนาได้อย่างไร?

เดิมอิหร่านปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ (Shah) จนกระทั้งอังกฤษและรัสเซียเข้ามามีอิทธิพลในอิหร่าน เพื่อขุดเจาะน้ำมัน อังกฤษได้เปิดให้อิหร่านมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ปรากฎว่า พรรคที่ได้รับเลือกตั้งขึ้นมาโดยการนำของ Mosaddegh คือพรรคคอมมิวนิสต์ ได้เข้ายึดกิจการน้ำมันของต่างชาติให้ตกเป็นของรัฐ ทำให้อังกฤษและสหรัฐฯ ไม่พอใจ จึงวางแผนอย่างลับๆ เพื่อให้มีการทำรัฐประหารเกิดขึ้น ไล่ Mosaddegh ออกจากประเทศ (ว่ากันว่าฝ่ายศาสนาก็มีส่วนผลักดันด้วย เพราะคอมมิวนิสต์มีนโยบายยึดที่ดิน ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของฝ่ายศาสนา) ทำให้ Shah กลับมามีอำนาจใหม่ และดำเนินนโยบายเปิดประเทศ เพื่อให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้อย่างเต็มที่ ช่วงนี้เศรษฐกิจของอิหร่านรุ่งเรืองอย่างมาก แต่ Shah ก็มีความเป็นเผด็จการสูง มีตำรวจลับที่คอยกำจัดศัตรูทางการเมืองไปมากมาย

Screen Shot 2558-06-19 at 9.13.06 PM

 

กลุ่มที่เป็นศัตรูกับ Shah ที่สุดก็คือกลุ่มผู้นำศาสนา ซึ่งนำโดย โคไมนี ซึ่งลี้ภัยอยู่นอกประเทศ โจมตี Shah ว่าปล่อยให้ต่างชาติเข้ามามีอิทธิพลมากเกินไป ใช้อำนาจเกินรัฐธรรมนูญ ขายนำ้มันให้อิสราเอล ระบอบกษัตริย์ไม่ได้เป็นไปตามหลักศาสนาอิสลาม ฯลฯ นำไปสู่การปลุกระดมให้คนออกมาโค่นล้ม Shah ในปี 1979 (Iran Revolution) ทำให้ Shah ต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ

เมื่อ Shah ไปแล้ว พร้อมกับระบอบกษัตริย์ที่ล้มไปด้วย โคไมนี่ ได้จัดให้มีการทำประชามติว่าต้องการให้ประเทศใช้ระบอบการปกครองใด ด้วยความเกลียดชัง Shah และนิยมในตัวโคไมนี่ ที่สามารถนำชัยชนะมาสู่ประชาชนได้ ชาวอิหร่าน 99% ลงคะแนนเสียงให้เอาศาสนามาเป็นหลักในการปกครองประเทศ ทำให้อิหร่าน กลายเป็นรัฐศาสนาในปี 1979 และเป็นมาจนถึงปัจจุบันนี้

โคไมนี่ ผู้นำสูงสุดของอิหร่านกว่าสามสิบปี
โคไมนี่ ผู้นำสูงสุดของอิหร่านกว่าสามสิบปี

 

ภายใต้ระบอบการปกครองแบบรัฐศาสนา อิหร่านยังมีการเลือกตั้งอยู่ เพียงแต่ผู้นำฝ่ายศาสนาโดยการแต่งตั้ง เป็นสถาบันที่อยู่เหนือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอีกที ไม่ได้บริหารแต่มีสิทธิยับยั้งนโยบายของรัฐบาลที่เห็นว่าขัดกับหลักศาสนาได้ และมีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายที่ร่างโดยรัฐสภา  

กฎหมายของอิหร่านเป็นกฎหมายที่ยึดหลักศาสนา ทำให้มีการประหารชีวิตเยอะมาก และผู้หญิงจะค่อนข้างถูกบังคับให้สำรวม เช่น ต้องคลุมหัวในที่สาธารณะ ห้ามเต้นแร้งเต้นกา ห้ามแตะตัวผู้ชายในที่สาธารณะ ร้านอาหาร โรงหนัง ต่างๆ จะต้องแยกชายหญิง เป็นต้น แต่ว่าไม่ได้มีกฎหมายบังคับให้ต้องละหมาด

อิหร่านค่อนข้างเป็นประเทศที่เจริญทางวัตถุพอสมควร ไม่ได้ล้าหลัง คนอิหร่านที่เคร่งศาสนาจะค่อนข้างมีความสุข เพราะสิ่งที่ตัวเองเชื่อได้ถูกยกขึ้นเป็นความดีงามให้ทุกคนต้องทำตาม ส่วนคนอิหร่านที่ไม่เคร่งศาสนา ชอบโลกเสรี จะค่อนข้างอึดอัด ดังที่เคยเกิดการประท้วงใหญ่ในปี 2009 (ปฏิวัติสีเขียว) เพื่อเรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยให้มากขึ้น แต่ก็ไม่สำเร็จ