ความสัมพันธ์กับแม่ ความไว้ใจผู้อื่น การเห็นคุณค่าในตนเอง

แต่ละคนเห็นคุณค่าในตนเองไม่เท่ากัน การไว้วางใจคนรอบข้างก็ไม่เท่ากัน ในทางจิตวิทยาบอกว่าเป็นผลมาจากความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับแม่ เมื่อตอนที่อายุ 0-3 ปี ที่ส่งผลสืบเนื่องมาถึงตอนโต

ถ้าหากความสัมพันธ์กับแม่ดี เอาใจใส่ แม่ให้ความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย เป็นความสัมพันธ์แบบมั่นคง ทารกจะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่เชื่อมั่นในตนเอง เมื่อติดต่อกับคนรอบข้างก็จะคาดหวังว่าจะได้รับการตอบสนองที่ดีจากคนอื่นและคนรัก กล้าแสดงความรักต่อผู้อื่น มีความรักกับคู่รักได้ยืนยาว ถ้ามีปัญหาชีวิตคู่ก็คาดหวังในทางบวกว่าจะแก้ไขปัญหาได้ในที่สุด

หากความสัมพันธ์กับแม่ในวัยทารกไม่อบอุ่น แม่ห่างเหิน ทอดทิ้งไม่ใส่ใจ ทารกจะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสัมพันธ์ในลักษณะ หลีกเลี่ยง ผู้อื่น คิดว่าตนเองไม่มีค่าเพียงพอที่ใครจะรัก ไม่เชื่อใจคนอื่น หลีกเลี่ยงความสัมพันธ์ หรือความรัก ก้าวร้าว เกลียวกราด ปฏิเสธนำ้ใจจากคนอื่น ตอนเด็กมักไม่ค่อยมีเพื่อน

หากความสัมพันธ์กับแม่ในวัยทารกเป็นแบบไม่สม่ำเสมอ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เอาแน่นอนไม่ได้ จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสัมพันธ์กับผู้อื่นแบบ วิตก ขัดแย้ง คือ มีบุคลิกขัดแย้งในตัวเอง กล่าวคือ อยากได้ความรักจากคนอื่นอย่างมาก แต่ก็วิตกว่าคนอื่นจะไม่รักเราจริง มีความรักกับใครก็มักจะไม่ราบรื่น คิดว่าตนเองไม่มีค่าพอสำหรับคนรัก กลัวถูกทิ้ง ขี้หึงรุนแรง ไม่กล้ารักจริง วิตกกังวลกับความสัมพันธ์แต่ก็อยากอยู่ใกล้คนรักตลอดเวลาเอาไว้กอด พฤติกรรมขี้หึงรุนแรง ขี้ระแวง มองคนรักในแง่ร้าย นี่เองที่มักเป็นสาเหตุทำให้ความสัมพันธ์ต้องมีปัญหาจนถูกตีจากขึ้นมาจริงๆ ซึ่งจะยิ่งตอกย้ำความเชื่อของตัวเองว่าคนอื่นไม่รักจริง ทำให้ยิ่งระแวงความรักมากขึ้นไปอีกไม่มีที่สิ้นสุด อาจทำร้ายตนเองหรือคนรักได้ด้วย

(ที่มา : รายการจิตวิทยาเพื่อคุณ สถานีวิทยุจุฬา)  

ปรากฏการณ์ฮิปสเตอร์

ฮิปสเตอร์ ชอบทำตัวให้ต่างจากกระแสหลัก แต่พฤติกรรมของฮิปสเตอร์ด้วยกันเองก็คล้ายกันจนกลายเป็นวัฒนธรรมย่อย เช่น ชอบนั่งร้านกาแฟทางเลือก ขี่จักรยาน ชอบศิลปะ ฟังดนตรีอินดี้ ดูหนังสั้น กินคลีน รักษ์โลก ใส่เสื้อผ้าแนวมินิมอล ใช้ชีวิตสโลวไลฟ์ ทำสิ่งของใช้เอง เป็นต้น

จะว่าไปผมก็บังเอิญชอบอะไรคล้ายๆ แบบนี้อยู่หลายอัน แต่ผมคงไม่ใช่ฮิปสเตอร์ เพราะลักษณะหนึ่งของฮิปสเตอร์ คือ จะต้องไม่ยอมรับว่าตัวเองเหมือนฮิปสเตอร์ด้วย ผมคิดว่าปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ของโลกที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา เป็นตัวกำหนดให้คนส่วนหนึ่งหันมาสนใจสิ่งเหล่านี้เอง

แต่ถ้ามองในแง่ความต้องการตามลำดับขั้นของมาสโลวก็เป็นได้ คนที่ชอบอะไรทำนองนี้น่าจะอยู่ในระดับสี่ คือ ต้องการมีตัวตน แสวงหาตัวตน อยากได้รับการยอมรับ (โดยการทำตัวให้แตกต่าง มีเอกลักษณ์)​ การที่มีกระแสนี้ผุดขึ้นในไทยตอนนี้ ก็เป็นสัญญาณที่ดี เพราะบ่งบอกว่า มีคนไทยที่หลุดพ้นระดับของการดิ้นรนทำมาหากินเยอะขึ้น (คนแบบนี้ไม่ต้องรวยก็ได้ แต่เป็นพวกที่คิดว่าตัวเองมีเงินพอใช้แล้ว ไม่ต้องดิ้นรนหาตลอดเวลา)​ แปลว่าระดับความเป็นอยู่ของคนสูงขึ้น เพราะเมื่อคนพ้นระดับนี้ไปแล้วก็จะมองหาความเป็นตัวตน ความภูมิใจ ความโดดเด่น แทน เป็นลำดับขั้นของความต้องการตามธรรมชาติ ถ้าประเทศมีคนระดับนี้เยอะขึ้น จะมีคนเสพศิลปะ วัฒนธรรม สิ่งสุนทรีย์ มากขึ้น กลายเป็นตลาด ให้คนที่ทำงานในวงการเหล่านี้มีอาชีพมากขึ้น ของพวกนี้มีมูลค่าเพิ่มสูง สังคมก็จะพัฒนาสิ่งเหล่านี้ให้ก้าวหน้าได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยควรจะพัฒนาเพื่อยกระดับตัวเองให้ก้าวขึ้นไปเหมือนเกาหลีใต้ หรือประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ใช่ส่งออกสินค้ารับจ้างผลิต แบบกดค่าแรง กดค่าเงิน แบบเดิมๆ ซึ่งนับวันประเทศเพื่อนบ้านจะขึ้นมาแย่งเราไปเรื่อยๆ

ผมมองว่าปรากฎการณ์ฮิปสเตอร์ยังเข้ากันได้กับปรัชญาแนวของผม ที่มองว่า มนุษย์ควรหันมาสนใจวัฒนธรรมมนุษย์ เช่น ศิลปะ นวัตกรรม ทั้งหลายที่มนุษย์เป็นผู้สร้าง มากกว่าที่จะสนใจศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ทั้งหลาย ทุกคนควรทำอะไรสักอย่างให้เก่ง และมีความเชื่อในสิ่งนั้น มีความเป็นมืออาชีพในเรื่องนั้นๆ ซึ่งถ้าทุกคนมีสิ่งที่ทำได้เก่งสุดๆ กันคนละอย่าง จะสร้างประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมได้อย่างมากมายมหาศาล

ซึ่งในแง่หนึ่ง ฮิปสเตอร์ก็คือคนแบบนั้นเลย    

อิหร่านเป็นรัฐศาสนาได้อย่างไร?

เดิมอิหร่านปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ (Shah) จนกระทั้งอังกฤษและรัสเซียเข้ามามีอิทธิพลในอิหร่าน เพื่อขุดเจาะน้ำมัน อังกฤษได้เปิดให้อิหร่านมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ปรากฎว่า พรรคที่ได้รับเลือกตั้งขึ้นมาโดยการนำของ Mosaddegh คือพรรคคอมมิวนิสต์ ได้เข้ายึดกิจการน้ำมันของต่างชาติให้ตกเป็นของรัฐ ทำให้อังกฤษและสหรัฐฯ ไม่พอใจ จึงวางแผนอย่างลับๆ เพื่อให้มีการทำรัฐประหารเกิดขึ้น ไล่ Mosaddegh ออกจากประเทศ (ว่ากันว่าฝ่ายศาสนาก็มีส่วนผลักดันด้วย เพราะคอมมิวนิสต์มีนโยบายยึดที่ดิน ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของฝ่ายศาสนา) ทำให้ Shah กลับมามีอำนาจใหม่ และดำเนินนโยบายเปิดประเทศ เพื่อให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้อย่างเต็มที่ ช่วงนี้เศรษฐกิจของอิหร่านรุ่งเรืองอย่างมาก แต่ Shah ก็มีความเป็นเผด็จการสูง มีตำรวจลับที่คอยกำจัดศัตรูทางการเมืองไปมากมาย

Screen Shot 2558-06-19 at 9.13.06 PM

 

กลุ่มที่เป็นศัตรูกับ Shah ที่สุดก็คือกลุ่มผู้นำศาสนา ซึ่งนำโดย โคไมนี ซึ่งลี้ภัยอยู่นอกประเทศ โจมตี Shah ว่าปล่อยให้ต่างชาติเข้ามามีอิทธิพลมากเกินไป ใช้อำนาจเกินรัฐธรรมนูญ ขายนำ้มันให้อิสราเอล ระบอบกษัตริย์ไม่ได้เป็นไปตามหลักศาสนาอิสลาม ฯลฯ นำไปสู่การปลุกระดมให้คนออกมาโค่นล้ม Shah ในปี 1979 (Iran Revolution) ทำให้ Shah ต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ

เมื่อ Shah ไปแล้ว พร้อมกับระบอบกษัตริย์ที่ล้มไปด้วย โคไมนี่ ได้จัดให้มีการทำประชามติว่าต้องการให้ประเทศใช้ระบอบการปกครองใด ด้วยความเกลียดชัง Shah และนิยมในตัวโคไมนี่ ที่สามารถนำชัยชนะมาสู่ประชาชนได้ ชาวอิหร่าน 99% ลงคะแนนเสียงให้เอาศาสนามาเป็นหลักในการปกครองประเทศ ทำให้อิหร่าน กลายเป็นรัฐศาสนาในปี 1979 และเป็นมาจนถึงปัจจุบันนี้

โคไมนี่ ผู้นำสูงสุดของอิหร่านกว่าสามสิบปี
โคไมนี่ ผู้นำสูงสุดของอิหร่านกว่าสามสิบปี

 

ภายใต้ระบอบการปกครองแบบรัฐศาสนา อิหร่านยังมีการเลือกตั้งอยู่ เพียงแต่ผู้นำฝ่ายศาสนาโดยการแต่งตั้ง เป็นสถาบันที่อยู่เหนือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอีกที ไม่ได้บริหารแต่มีสิทธิยับยั้งนโยบายของรัฐบาลที่เห็นว่าขัดกับหลักศาสนาได้ และมีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายที่ร่างโดยรัฐสภา  

กฎหมายของอิหร่านเป็นกฎหมายที่ยึดหลักศาสนา ทำให้มีการประหารชีวิตเยอะมาก และผู้หญิงจะค่อนข้างถูกบังคับให้สำรวม เช่น ต้องคลุมหัวในที่สาธารณะ ห้ามเต้นแร้งเต้นกา ห้ามแตะตัวผู้ชายในที่สาธารณะ ร้านอาหาร โรงหนัง ต่างๆ จะต้องแยกชายหญิง เป็นต้น แต่ว่าไม่ได้มีกฎหมายบังคับให้ต้องละหมาด

อิหร่านค่อนข้างเป็นประเทศที่เจริญทางวัตถุพอสมควร ไม่ได้ล้าหลัง คนอิหร่านที่เคร่งศาสนาจะค่อนข้างมีความสุข เพราะสิ่งที่ตัวเองเชื่อได้ถูกยกขึ้นเป็นความดีงามให้ทุกคนต้องทำตาม ส่วนคนอิหร่านที่ไม่เคร่งศาสนา ชอบโลกเสรี จะค่อนข้างอึดอัด ดังที่เคยเกิดการประท้วงใหญ่ในปี 2009 (ปฏิวัติสีเขียว) เพื่อเรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยให้มากขึ้น แต่ก็ไม่สำเร็จ

เซโรโทนิน

เซโรโทนิน ก็เป็นสารสื่อนำประสาทอีกชนิดหนึ่งในร่างกายของเรา มีหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับการควบคุมอารมณ์

คนที่สมองหลั่งเซโรโทนินออกมาน้อยเกินไป จะวิตกกังวลหรือซึมเศร้าได้ง่าย คนที่เป็นโรคไมเกรน เซโรโทนินก็จะสูงมาก ก่อนที่จะมีอาการปวดหัว

ส่วนการมีเซโรโทนินมากเกินไป จะทำให้รู้สึกป่วย และเป็นอันตรายด้วย

ระดับเซโรโทนินที่ดีคือระดับที่พอเหมาะ ซึ่งจะช่วยทำให้เรามีอารมณ์มั่นคง แจ่มใส กล่าวได้ว่าระดับของเซโรโทนิน มีผลต่ออารมณ์ของเราอย่างมาก

เชื่อกันว่าการปฏิบัติตัวต่อไปนี้ ช่วยส่งเสริมการหลั่งเซโรโทนินได้ การดื่มนม การกินอาหารครบห้าหมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม การนอนเป็นเวลา การนอนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ การเจอแดดวันละ 15 นาที นั่งสมาธิ หรือโยคะ ลดกาเฟอีน

โดพามีน

โดพามีน เป็นสารสื่อนำประสาทชนิดหนึ่ง ภายในร่างกายของเรา มีหน้าที่เกี่ยวกับ ระบบการให้รางวัล

เวลาเราทำอะไรบางอย่างสำเร็จ โดพามีนจะหลั่งออกมา ทำให้เรารู้สึกดี กลายเป็นแรงผลักดันให้เราอยากประสบความสำเร็จอีก จะได้รู้สึกดีอีก และเมื่อเราล้มเหลว เราก็จะรู้สึกแย่ ทำให้เราหลีกเลี่ยงที่จะล้มเหลวในครั้งต่อไป

โดพามีนจึงเป็นกลไกของมนุษย์อย่างหนึ่งที่ช่วยให้มนุษย์เอาตัวรอดได้ด้วยการพัฒนาตัวเองเพื่อปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง เป็นกลไกการดำรงเผ่าพันธ์อย่างหนึ่ง

แต่ข้อเสียก็คือ ในการที่โดพามีนจะหลั่งออกมาเท่าเดิมในความสำเร็จหนต่อไป จะต้องเป็นความสำเร็จที่มากขึ้น ใหญ่ขึ้น หรือแปลกใหม่กว่าเดิม ทำให้เดือนแรกที่เราได้เงินเดือนห้าหมื่นบาทในชีวิต เราจะรู้สึกดีใจอย่างมาก แต่พอเดือนต่อมาได้เงินเดือนห้าหมื่นเท่าเดิม เราจะรู้สึกดีใจน้อยลง ถ้าต้องการรู้สึกดีมากเท่าเดิม เราจะต้องได้เงินเดือนมากกว่านั้นอีก เช่น แสนบาท เป็นต้น หรือไม่ก็เปลี่ยนชนิดของความสำเร็จไป เช่น เป็นเจ้าของธุรกิจแทน กลไกแบบนี้ทำให้เราเสพติดความสำเร็จ ต้องประสบความสำเร็จมากขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งนำมาซึ่งความเครียด ความวิตกกังวล และความทุกข์ ได้ง่าย เพราะสุดท้ายไม่มีใครประสบความสำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ ไปได้ตลอดชีวิต

แม้แต่ ความรู้สึกว่าต้องการสิ่งใหม่ๆ (crave for novelty) ไปเรื่อยๆ เช่น ข่าวใหม่ๆ ในเฟซบุ้ก ดราม่าใหม่ๆ ไอเดียใหม่ๆ ก็เป็นอิทธิพลของโดพามีนเช่นกัน ถ้าไม่ได้อ่านดราม่าใหม่ๆ ในโซเซียลเน็ตเวิร์ก เราจะรู้สึกว่างเปล่า หดหู่ แต่พอมีดราม่าใหม่ๆ ก็จะทำให้เรามีความสุขได้ไม่นานนัก ต้องดิ้นรนหาดราม่าใหม่ๆ ถี่ขึ้นอีกไปเรื่อยๆ ถึงจะมีความสุขได้ กลายเป็นความทุกข์รูปแบบหนึ่ง

คนสมัยนี้ที่ชอบทำอะไรหลายอย่างพร้อมๆ กัน เช่น ดูทีวีไป เล่นเน็ตไปด้วย จะยิ่งกระตุ้นความต้องการสิ่งใหม่ๆ ให้เพิ่มมากขึ้นอีก (ข้อมูลจากหนังสือ organized mind) 

ถ้ามองในแง่นี้ ก็ต้องปรบมือให้ศาสนาเหมือนกัน เพราะถ้าเราปล่อยให้กลไกนี้ทำงานไปเรื่อยๆ มันจะไม่มีวันสิ้นสุด การที่ศาสนาบอกให้หยุดไขวคว้า เป็นการรู้เท่าทันกลไกของโดพามีน เมื่อไรที่รู้สึกสับสนวุ่นวาย พยายามดึงตัวเองกลับมาใช้ชีวิตให้ช้าลงบ้าง จะเป็นกลยุทธ์ที่จัดการกับโดพามีนได้ง่ายกว่า ช่วงแรกๆ อาจจะยากสักหน่อย รู้สึกกระวนกระวายได้ แต่ในระยะยาวย่อมดีกว่าการวิ่งไล่ตามโดพามีนไปเรื่อยๆ (ยาเสพติดชนิดโคเคน ก็ทำให้สมองหลั่งโดพามีนออกมา ซึ่งต้องเพิ่มขนาดยาไปเรื่อยๆ ในการเสพครั้งต่อไป จนกระทั้งเป็นอันตรายถึงชีวิตในที่สุด เป็นกลไกแบบเดียวกัน)

ใช้ชีวิตให้ช้าลงบ้าง เป็นวิธีเพิ่มความสุขง่ายๆ แบบหนึ่งครับ  

The Triple Package

หนังสือ the Triple Package โดย Amy Chua, Jed Rubenfeld เสนอแนวคิดไว้น่าสนใจ

เค้าบอกว่า ส่วนผสมสามอย่างที่ทำให้ชนชาติหนึ่งยิ่งใหญ่ได้คือ

  1. เป็นชนชาติที่มีความเชื่อว่าตัวเองมีดีกว่าชาติอื่นๆ (ไม่ต้องจริงก็ได้ แค่เชื่อก็พอ)
  2. เป็นชนชาติที่โดนกดทับหรือเจอวิบากกรรมบางอย่าง
  3. เป็นชนชาติที่มีค่านิยมเรื่องความเพียร

สามส่วนผสมนี้ต้องมีครบทั้งสามอย่าง ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ เช่น ถ้ามีแต่ข้อหนึ่ง จะกลายเป็นชนชาติที่อวดดีอย่างเดียว แต่ไม่เอาไหน มองไม่เห็นภัยคุกคามเพราะมัวคิดว่าตัวเองเลิศกว่า ต้องมีข้อสองมาค่อยเป็นแรงผลักดันให้พัฒนาตัวเองเพื่อให้เก่งอย่างที่ตัวเองเชื่อด้วย และถ้าไม่มีค่านิยมเรื่องความเพียรก็จะไม่สำเร็จอีก เพราะโดนกดทับแต่ก็ไม่ลงมือทำ หรือไม่พยายาม ก็ไม่ได้

หนังสือยกตัวอย่างชาวยิว ซึ่งไปไหนก็ครอบครองเศรษฐกิจได้หมด ผู้ได้รับรางวัลโนเบลถึง 1 ใน 3 ก็เป็นชาวยิว เพราะยิวมีความเชื่อว่าชนชาติของตนเป็นชนชาติที่พระเจ้าเลือก (Chosen one) และประวัติศาสตร์ยิวโดนกดทับมาตลอด ยิวจะสอนลูกหลานอย่างเข้มงวด ทำให้เด็กยิวเรียนหนังสือเก่งมาก ครบองค์ประกอบทั้งสามอย่างเลย

นอกจากยิวแล้ว พวก Minority ในสหรัฐฯ หลายชาติก็เข้าข่ายนี้ เช่น Chinese-american, Indian-American, Cuba-American, Iranian-American เป็นต้น สังเกตว่าคนจีนและอินเดียไม่เหมือนชาวเอเชียทั่วไปตรงที่ คนเอเชียมักรู้สึกว่าชนชาติตัวเองด้อยกว่าฝรั่ง แต่จีนและอินเดียไม่ค่อยคิดแบบนั้น พวกเขามีความมั่นใจในตัวเองสูงกว่า อินเดียมั่นใจแล้วแสดงออกมา ส่วนจีนจะมั่นใจอยู่ลึกๆ ไม่ค่อยแสดงออก เมื่อมาโดนกดทับในฐานะชนกลุ่มน้อยในสหรัฐฯ ก็ทำให้ Triple Package ทำงานทันที

ชนชาติญี่ปุ่นและเยอรมันก็มั่นใจในตัวเองสูง แล้วมาแพ้สงครามทำให้ถูกกดทับ ก็อาจจะเข้าข่ายนี้ได้ด้วย (แต่ก็อาจมีคนแย้งกว่า ก่อนสงครามโลก ญี่ปุ่นก็ยิ่งใหญ่มากพอสมควรอยู่แล้ว)​

ผมว่าทฤษฏีนี้อธิบายโลกได้ดีพอสมควรแม้ว่าจะไม่ถูกทุกกรณี และยังเป็นทฤษฏีที่สนับสนุนแนวคิดที่ว่า คนทุกชาติไม่ได้ดีหรือด้อยไปกว่ากันมากนัก สิ่งแวดล้อมต่างหากที่ผลักดันให้แต่ละชาติดีหรือแย่ได้ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งตรงกันข้ามกับบางแนวคิดที่เชื่อว่า คนแต่ละชาติต่างกันเพราะพันธุกรรมต่างกันเป็นหลัก เปลี่ยนแปลงภายหลังอะไรไม่ค่อยได้

หันมามองชาติไทยแล้วก็ลองดูกันเองว่า เรามีโอกาสยิ่งใหญ่ได้มากหรือน้อยแค่ไหน ไม่ขอคอมเมนท์ครับ    

Self-actualization

ตามทฤษฎีความต้องการของมาสโลว์ คนเรามีความต้องการหลายระดับ ในระดับสูงสุดเรียกว่า Self Actualization หรือความต้องการที่จะค้นพบตัวตนที่แท้จริง ซึ่งมีคนจำนวนน้อยมากๆ ในโลกที่สามารถมาถึงจุดนี้ได้ก่อนตาย ตัวอย่างเช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หรือ อับราฮัม ลินคอร์น เป็นตัวอย่างของบุคคลที่มาสโลว์เชื่อว่า บรรลุ Self- Actualization แล้ว

ในแง่จุดมุ่งหมายชีวิต อาจมองได้ว่า Self-actualization คือจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิตมนุษย์ทุกคน ซึ่งตลอดชีวิตของคนส่วนใหญ่ อาจติดอยู่เพียงแค่ ความต้องการระดับล่างๆ เช่น ต้องการสนุก สบาย ได้ครอบครองสิ่งของ ร่ำรวย หรือบางคนก็อาจไปสู่ระดับที่สูงขึ้นมากหน่อย เช่น ต้องการชื่อเสียง ต้องการการยอมรับ ต้องการความภาคภูมิใจในตัวเอง ต้องการรู้สึกว่าตนเองเป็นคนมีคุณค่า เป็นคนดี เป็นต้น แต่คนส่วนน้อยมากที่โชคดีมากๆ เลยคือคนที่สามารถมาถึงระดับ Self-Actualization ได้ก่อนตาย

จึงเป็นการดีที่เราจะมาดูกันหน่อยว่า คนที่บรรลุ Self-Actualization ในทางจิตวิทยานั้น จะมีคุณลักษณะอย่างไรบ้าง เพื่อให้เรารู้จักมันเพิ่มมากขึ้น (แต่ถ้าจะให้เข้าใจจริงๆ ต้องรอให้คุณบรรลุเอง)

Self-actualization เป็นความต้องการที่จะบรรลุหรือไปถึงศักยภาพหรือขีดจำกัดที่ตัวเองมีอยู่ ซึ่งเป็นความต้องการทางใจอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนวิตามินของจิตใจ ถ้าคนเรามีทุกอย่างแล้ว แต่ยังขาดสิ่งนี้ ลึกๆ แล้วเราจะยังรู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่าง ไม่ต่างจากคนที่ขาดสารอาหารบางอย่าง มันจึงเป็นความต้องการทางใจอย่างหนึ่งของมนุษย์ แต่เป็นในระดับที่สูงขึ้น

คนที่ self-actualised จะเป็นคนที่กระตืนรือร้นในการทำงาน แต่ทว่าเขาไม่ได้ทำเพื่อเงิน หรือแม้แต่ชื่อเสียง (เพราะเขาผ่านระดับเหล่านั้นไปแล้ว fulfilled ไปหมดแล้ว) แต่ทำเพื่อให้ตัวเองได้ใช้ศักยภาพที่มีอยู่ในตนอย่างเต็มที่มากกว่า พวกเขามักเป็นคนที่ไม่ focus ที่ความต้องการของตัวเอง หรือเรื่องของตัวเอง แต่ focus ที่คนรอบข้าง สังคมส่วนรวม จึงทำให้เป็นคนไม่ค่อยทุกข์ เพราะว่าไม่ได้หมกมุ่นกับตัวเองมากเกินไป

คนที่ self-actualised เป็นคนที่สามารถหัวเราะให้กับชีวิตได้ และเมื่อผิดก็ยอมรับว่าตัวเองผิดได้ ไม่โทษคนรอบข้าง หรือโทษปัจจัยภายนอก หรือพยายามแถว่าตัวเองไม่ผิด เป็นคนที่มีทัศนคติที่ยืดหยุ่น คือ ไม่คิดไปเองก่อนว่าจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่ดูจากสถานการณ์เป็นรายกรณีไป ไม่เหมารวม ไม่ใช้อคติ ไม่ยึดติดกับทฤษฎีแบบแข็งทื่อ หรือมีความเชื่อบางอย่างแบบงมงายระดับหัวชนฝา มองโลกตามความเป็นจริง ไม่ใช่แบบอุดมคติ ไม่เป็นคนที่คิดว่าโลกหรือสังคมจะดีได้ จะต้องบังคับคนอื่นที่ยังไม่ดีให้เชื่อหรือทำตามแบบที่ตัวเองคิด รับฟังคนอื่น ไม่ดูถูกความคิดหรือสติปัญญาของคนอื่น ไม่เผด็จการ ไม่ต้องการเป็นจุดสนใจของทีม ไม่พยายามเพราะว่าชอบแข่งขัน แต่พยายามเพราะว่าต้องการใช้ศักยภาพที่มีอยู่ในตัวให้เต็มที่

พวกเขามักไม่ใช่คนที่มีเพื่อนเยอะ แต่มักมีเพื่อนแท้ ไม่กี่คน แต่สนิมสนม และเป็นความสัมพันธ์ที่มีค่ามีความหมายกับเพื่อนสนิททุกคน สามารถอยู่กับตัวเองได้ อยู่คนเดียวได้ เห็นค่าของความสันโดษอันเป็นช่วงเวลาที่จะได้ทบทวนตนเอง อยู่กับปัจจุบัน ไม่มัวแต่คิดถึงเรื่องผิดพลาดในอดีตที่แก้ไขไม่ได้ หรือพะวงกับอนาคตมากเกินไป ไม่รู้สึกว่าต้องหาอะไรใหม่ๆ ทำไปเรื่อยๆ เพราะทนอยู่กับความสงบไม่ได้ มีภาวะ Peak Experience เกิดขึ้นในชีวิตบ่อยๆ อันเนื่องมาจากการได้ทำสิ่งต่างๆ ได้เต็มศักยภาพของตัวเอง

แนวคิดทางศาสนามองว่าความต้องการของคนไม่มีที่สิ้นสุด เราจึงไม่ควรไปป้อนอาหารให้มัน แต่แนวคิดทางจิตวิทยานี้เห็นว่า คนเรามีความต้องการอยู่เป็นลำดับขั้นที่ต้องได้รับการตอบสนองตามธรรมชาติไม่ใช่สิ่งน่ารังเกียจ  และเป็นกลไกที่ผลักดันให้เราพัฒนาตัวเองให้ขึ้นไปอยู่ในระดับของความต้องการที่สูงขึ้นไป และเมื่อพัฒนาไปถึงระดับ self-actualization เราก็จะทำเพื่อคนอื่นเพราะความต้องการของเรา fulfill หมดแล้ว จึงเป็นสองแนวคิดที่แตกต่างกัน