เดินวันละหมื่นก้าว

เดี๋ยวนี้มีเทรนด์สุขภาพแนวใหม่ คือ ถ้าเดินให้ได้วันละหมื่นก้าว ไม่ต้องไปออกกำลังกายเลยก็ได้

เป็นคำแนะนำสำหรับ คนที่ไม่ค่อยมีเวลา เพราะการไปออกกำลังกายทุกวัน วันละ 30 นาที จริงแล้ว นานกว่านั้น เพราะต้องเดินทางไปยิม อาบน้ำ แต่งตัว เปลี่ยนชุด รวมๆ แล้วอาจต้องใช้เวลาวันละสองชั่วโมง ซึ่งหลายคนไม่มีเวลาขนาดนั้น

แต่คนเมืองน้อยคนที่จะเดินถึงวันละหมื่นก้าว เพราะเท่ากับระยะทาง 6 กิโลเลยทีเดียว คำแนะนำบอกให้ เลือกขึ้นบันไดแทนลิฟต์ หรือเดินลงไปกินข้าวกลางวัน แต่ก็ยังยากที่จะทำได้ครบหมื่นก้าว

ผมว่ารถไฟฟ้าช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้น เพราะการไปทำงานด้วยรถไฟฟ้าทำให้เราต้องเดินมากขึ้น แบบที่ไม่เสียเวลาด้วย เพราะว่าต้องเดินทางอยู่แล้ว ไม่ต้องคอยเตือนตัวเองว่าอย่าใช้ลิฟต์ด้วย ถ้าอีกหน่อยรถไฟฟ้าไปถึงทุกทีในเมือง จนไม่ต้องใช้รถส่วนตัวเลย สุขภาพของคนเมืองน่าจะดีขึ้นเอง เพราะว่าเดินมากขึ้น แบบคนญี่ปุ่น สังเกตว่า ผู้หญิงญี่ปุ่นน่องโตทุกคน เพราะเดินเยอะ คนแก่ก็แข็งแรงมาก เพราะว่าเดินเยอะเช่นกัน

อีกวิธีคือการไปเดินห้างทุกวันก่อนกลับบ้าน เพราะการเดินช้อปปิ้งได้ระยะทางเยอะมาก แต่ไม่รู้สึกว่าเหนื่อย เพราะว่าเพลิน แดดก็ไม่ร้อน เพราะมีแอร์ แถมคลายเครียดอีกต่างหาก แต่ระวังหมดตัวก็แล้วกัน

สายรัดข้อมือเป็น Gadget ที่เหมาะกับคนที่เลือกออกกำลังกายด้วยวิธีนี้ 

Share

Fear of Failure

คนเรามีความกลัวอยู่ชนิดหนึ่ง ที่บางทีเรามักไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเรามี นั่นคือ กลัวผิดพลาด (กลัวล้มเหลว)

ผมก็เป็นคนหนึ่งที่มีปัญหากับความกลัวนี้มาตั้งแต่เด็ก ตอน ม.1 ผมเคยตั้งใจจะไปสอบเข้า รร.มัธยม ชื่อดังแห่งหนึ่ง ไปเรียนกวดวิชาเป็นปี แต่สุดท้ายด้วยความกลัวว่าตัวเองจะสอบเข้าไม่ได้ เราตัดสินใจไม่ไปสอบเลยซะงั้น

จะเห็นได้ว่าความกลัวชนิดนี้ไม่มีเหตุผล เพราะที่จริง หากว่าไปสอบแล้วสอบไม่ได้ เราก็ไม่ได้เสียหายอะไร แล้วทำไมเราจึงไม่ลองไปสอบดู ก็เพราะว่าเรากลัวที่จะเจอประสบการณ์ของความผิดหวัง เราเลยเลือกที่จะไม่ไปสอบเลยยังดีกว่าการไปสอบแล้วแต่สอบไม่ได้ ซึ่งในแง่ของ Payoff แล้ว มันไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย

ความกลัวชนิดนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนเราไม่กล้าเป็นพนักงานขาย เพราะพนักงานขายเป็นอาชีพที่ต้องโดนปฏิเสธใส่หน้าบ่อยๆ ยิ่งขยันก็จะยิ่งโดนบ่อย มันเป็นความรู้สึกที่เราไม่ชอบ มันทำให้เราจิตตก ไม่ทำอาชีพนี้เลยซะดีกว่า ส่วนการเป็นลูกค้านั้นง่ายกว่ามาก ด่าได้ตามอำเภอใจ เพราะลูกค้าถูกเสมอ ทำให้รู้สึกดี แต่อะไรที่รู้สีกดี เรามักต้องเสียเงิน อะไรที่รู้สึกแย่ ทำให้เราได้เงิน เป็นความกลัวที่ไม่มีเหตุผล เพราะที่จริงแล้ว การโดนปฏิเสธก็เป็นแค่คำพูด ไม่ได้มีต้นทุนอะไร แต่เราก็ไม่เอาอยู่ดี

อุปสรรคอันดับหนึ่งของการทำธุรกิจส่วนก็คือความกลัวล้มเหลวเช่นกัน บางคนขาดทุนยังไม่เท่าไร แต่กลัวทำแล้วไม่สำเร็จมากกว่า จะคนรอบข้างจะพูดจาทับถม รู้สึกเสียหน้า และที่สำคัญที่สุดคือ กลัวว่าตัวเองจะต้องตกอยู่ในสภาพของคนที่ล้มเหลว ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เราไม่ชอบ ทำให้รู้สึกแย่กับตัวเอง สุดท้ายแล้ว เราก็ไม่ยอมลงมือสักที ปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆ จนในที่สุด เราก็แก่จนลุยไม่ไหว หรือมีภาระ เสี่ยงมากไม่ได้ ก็เลยต้องเก็บความฝันของตัวเองเอาไว้ในลิ้นชักตลอดกาล ไม่เคยได้แม้แต่จะลองทำ นั่นมาจากความกลัวความล้มเหลวล้วนๆ ไม่ใช่อุปสรรคเรื่องเงินทุนอะไรเลย 

ต้นทุนที่แท้จริงของความกลัวชนิดนี้คือ มันทำให้เลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย เพราะถ้าไม่ทำอะไรเลย เราก็จะไม่ผิดอะไรเลย เป็นวิธีหลีกเลี่ยงความล้มเหลวที่ง่ายที่สุด ซึ่งก็ดูเหมือนกับจะไม่มีต้นทุนอะไร แต่ที่จริงมันคือต้นทุนค่าเสียโอกาสมากมายมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคิดถึงชีวิตของคนเราที่ไม่ได้ยาวมากนัก ช่วงเวลาที่คุณพร้อมจะทำอะไรได้จริงๆ อาจมีอยู่แค่ 10-15 ปีเท่านั้นตลอดชีวิต

คนที่กลัวความล้มเหลว มักมีบุคลิกภาพแบบวิตกกังวลด้วย (ผมเพิ่งรู้ตัวว่าเป็นแนววิตกกังวลไม่นานมานี้ ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นแนววิตกกังวลเลย)​ ลักษณะของคนที่วิตกกังวลคือ มักคิดซ้ำๆ ถึงความล้มเหลวของตัวเองในอดีต ทั้งที่มันผ่านไปแล้ว และมักคิดถึงความเสี่ยงต่างๆ ในอนาคต เวลาคิดจะทำอะไรก็จะมองแต่ด้านที่เสี่ยงของมัน จ้องหาแต่ข้อเสียของมัน คิดถึงแต่ Worst-case ว่าจะเป็นยังไง ซึ่งดูผิวเผินเหมือนจะดี เพราะพยายามป้องกันความเสี่ยง แต่การที่เราลืมมองด้านที่ดีด้วย ทำให้เรามักรู้สึกว่าอะไรก็ไม่น่าทำอะไรเลยสักอย่าง (เพราะไม่มีอะไรเลยในโลกนี้ ที่ไม่มีข้อเสียเลยสักอย่างเดียว) สุดท้ายแล้วเราก็จะไม่ทำอะไรเลยสักอย่าง ซึ่งแย่กว่า

ลึกๆ แล้วคนที่วิตกกังวล อาจเป็นคนที่มีปัญหาเรื่องคุณค่าในตัวเอง เป็นคนที่มีความนับถือตัวเองในแบบที่เปราะบาง เพราะเอาความนับถือตนเองไปผูกกับความสำเร็จทั้งหมดที่เราทำ ถ้าเราทำอะไรแล้วพลาด ความนับถือตัวเองก็จะกระทบกระเทือน เราจึงต้องหลีกหนีความผิดพลาดทุกกรณี เพื่อมิให้ความนับถือตัวเองกระทบกระเทือน เพราะถ้าผิดครั้งหนึ่ง ความนับถือตัวเองจะแย่ลงไปอีก ทำให้ครั้งต่อๆ ไป ยิ่งรู้สึกแย่มากกว่าเดิม แต่เอาเข้าจริงๆ มันก็เป็นการหลอกตัวเองว่าตัวเองไม่เคยผิดพลาด โดยการเลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย วิธีคิดที่ดีกว่าน่าจะเป็นการเลิกเอาความนับถือตนเองไปผูกกับความสำเร็จหรือล้มเหลวในชีวิต เพื่อที่เราจะได้กล้าล้มเหลว เพราะความล้มเหลวคือ pre-requisites ของความสำเร็จหลายอย่างในชีวิตจริง ถ้าเราไม่กล้าเผชิญหน้ากับมัน แล้วเราจะพบกับความสำเร็จได้อย่างไร

Share

เดนมาร์ก ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก?

เวลามีการจัดอันดับประเทศที่คนมีความสุขมากที่สุดในโลกทีไร กลุ่มประเทศ Nordic มักจะติดอยู่ในอันดับต้นๆ เสมอ ล่าสุด World Happiness Report 2015 จัดให้ประเทศเดนมาร์ก อยู่ที่อันดับ 3 ของโลก (รองจากสวิตและไอซ์แลนด์ แต่คะแนนแทบไม่ต่างกัน)​ เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่า ภูฎาน ซึ่งคนไทยเราเชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความสุขนั้น อยู่ในอันดับที่ 79 เท่านั้น ซึ่งแย่กว่าไทยซึ่งอยู่ที่อันดับ 34 ด้วยซ้ำ

หนังสือ The Almost Nearly Perfect People เขียนโดย Michael Booth ซึ่งเป็นชาว UK ที่ใช้ชีวิตอยู่ในกลุ่มประเทศ Nordic มาแล้วทุกประเทศ นานกว่าสิบปี ได้พยายามวิเคราะห์เจาะลึกว่า เหตุใดประเทศเหล่านี้ถึงประสบความสำเร็จในการทำให้พลเมืองมีความสุข

คำอธิบายที่มักได้ยินได้ฟังกันทั่วไปคือ ระบบรัฐสวัสดิการของประเทศเหล่านี้ ก่อให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคมอย่างยิ่ง และนำมาซึ่งความสุข ซึ่งเป็นคำอธิบายที่เป็นหนามยอกอกระบอบทุนนิยมเสรีอยู่พอสมควร เพราะระบบทุนนิยมมองว่าการเก็บภาษีที่สูงเกินไป  จะทำให้ไม่มีใครอยากลงทุน และการให้สวัสดิการสังคมที่มากเกินไป จะทำให้ไม่มีแรงจูงใจที่จะทำงาน สุดท้ายแล้วประเทศไม่น่าจะดี แต่ทำไมกลุ่มประเทศเหล่านี้ถึงอยู่ดีกินดี และตอบโจทย์เรื่องความสุขได้มากกว่าประเทศที่ยึดหลักทุนนิยมเสรี อย่างสหรัฐฯ หรืออังกฤษ

เดนมาร์กเก็บภาษีหนักมาก ทั้งภาษีเงินได้ และภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยรวมๆ แล้ว คุณต้องจ่ายภาษีมากถึง 58-72% ของรายได้ มีคำพูดอุปมาว่า ชาวเดนมาร์กต้องทำงานวันจันทร์ถึงวันพฤหัสเที่ยงให้รัฐฯ ก่อนที่เหลือจึงเป็นเงินของตัวเอง ในขณะที่ชาวเดนมาร์กเกินครึ่งทำงานอยู่ในหน่วยงานราชการ เรียกได้ว่ารัฐบาลเลี้ยงคนส่วนใหญ่ของประเทศ และเดนมาร์กก็มีสวัสดิการสังคมให้พลเมืองทุกรูปแบบทั้งการศึกษา (โรงเรียนเอกชนก็ได้เงินอุดหนุนจากรัฐด้วย ทำให้ค่าเทอมต่ำมาก)​ ค่ารักษาพยาบาล การชดเชยการว่างงาน ฯลฯ ชีวิตชาวเดนมาร์กค่อนข้างชิว เพราะมีชั่วโมงทำงานต่อสัปดาห์น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของอียู ในขณะที่กรีซสูงกว่าค่าเฉลี่ย (แสดงว่าการมีชั่วโมงทำงานเยอะๆ ไม่ได้ดีเสมอไป อาจจะตรงกันข้ามด้วยซ้ำ)

แต่ Michael Booth ก็ได้แฉให้ดูว่า ภายใต้ทุกอย่างที่ดูดีไปหมดจนเหลือเชื่อนี้ เดนมาร์กมีปัญหาหลายอย่างที่ซุกไว้ใต้พรม คนส่วนใหญ่จะคิดไม่ถึงว่า เดนมาร์กเป็นประเทศที่มีตลาดมืดสูงมาก เนื่องจาก Sales Tax ที่สูงถึง 25% ทำให้ภาคเอกชนและคนธรรมดาทั่วไปนิยมลักลอบซื้อสินค้าในตลาดมืดเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี และรัฐบาลเดนมาร์กเองก็เหมือนจะหรี่ตาข้างหนึ่ง ปล่อยให้ทำกันไป เพราะรัฐบาลรู้ดีว่า ถ้ากำจัดตลาดมืด เอสเอ็มอีจำนวนมากจะอยู่ไม่ได้

นอกจากนี้ชาวเดนมาร์กยังมีหนี้ครัวเรือนสูงที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศที่พัฒนาแล้วคือ 310% ของรายได้ครัวเรือนต่อปี ชาวเดนมาร์กไม่กลัวการเป็นหนี้ โดยเฉพาะหนี้ส่วนบุคคลเพื่อการบริโภค พวกเขามักซื้อสินค้าหรูหรามาใช้ในบ้านด้วยเงินกู้ เพราะพวกเขาถูกรัฐบาลบังคับให้ออมเงินส่วนใหญ่เพื่อวัยเกษียณ ในรูปของภาษีที่โหดอยู่แล้ว กองทุนบำนาญของเดนมาร์กแทบจะใหญ่ที่สุดในโลก ยังไงก็ไม่อดตาย จะกลัวการเป็นหนี้ไปทำไม กลายเป็นว่าชาวเดนมาร์กที่ดูเหมือนมีวินัยในการออมนั้น ถ้าเอาหนี้ครัวเรือนมาหักกลบแล้วก็ไม่ต่างจากคนชาติอื่นเท่าไร

ข้อโต้แย้งของทุนนิยมที่บอกว่ารัฐสวัสดิการจะทำลายประสิทธิภาพก็ดูเหมือนจะไม่มีข้อยกเว้นในประเทศเดนมาร์ก เพราะระบบการศึกษา ระบบโรงพยาบาล และระบบขนส่งมวลชนของเดนมาร์ก ได้คะแนนต่ำมาก เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว คือ สวัสดิการมีให้จริง แต่ไม่ได้บริการดีนัก รัฐช่วยค่าหมอทั่วๆ ไป แต่ต้องรอคิวนาน และอยู่ไกล ถ้าเป็นหมอฟัน หมอตา ต้องจ่ายเอง ระบบประกันสุขภาพใกล้ล้มละลาย ทำให้ต้องตัดงบบ่อยๆ ชาวเดนมาร์กกไม่ได้มีสุขภาพดี นักเรียนเดนมาร์กได้คะแนน PISA ใน 30% ล่างสุดของ OECD ที่จริงแล้วแม้ว่าทุกวันนี้เดนมาร์กจะมีคุณภาพชีวิตที่ค่อนข้างดี แต่เดนมาร์กก็กำลังแย่ลงในทุกๆ ด้าน (แต่คนเขียนก็หยอดว่า Sweden ไม่ได้กำลังแย่ลง ซึ่ง Sweden อาจมีเคล็ดลับที่เดนมาร์กไม่มี แต่จะเป็นอย่างไรนั้น ผมไม่ขอเล่า เพราะยังอ่านไม่ถึง ใครสนใจไปหาอ่านต่อกันเอาเอง เดี๋ยวหนังสือเขาขายไม่ได้)​

แต่ Michael Booth ก็ตั้งข้อสังเกตอย่างหนึ่งเกี่ยวกับนิสัยประจำชาติของชาวเดนมาร์ก ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ชาวเดนมาร์กมีความสุขมากกว่าเหตุผลเรื่องรัฐสวัสดิการก็ได้คือ ชาวเดนมาร์กเป็นชาติที่ไว้ใจคนแปลกหน้าสูงมาก ซึ่งอาจเป็นอิทธิพลของวัฒนธรรมไวกิ้ง ที่ต้องพึ่งพาอาศัยคนในหมู่บ้านเดียวกันสูง ถึงจะมีชีวิตรอดได้ ชาวเดนมาร์กชอบกิจกรรมทางสังคมอย่างมาก ชอบเข้าชมรม เช่น ร่วมวงออเครสตร้า ทำกิจกรรมกลางแจ้ง ไปเล่นสกีด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชอบทำกิจกรรมอาสาสมัคร ช่วยสังคมต่างๆ ชาวเดนมาร์กกล้าวางของทิ้งไว้ในที่สาธารณะโดยไม่กลัวหาย มีการทดลองทิ้งกระเป๋าเงินไว้ในประเทศต่างๆ ปรากฎว่า เดนมาร์กและสวีเดน มีคนเอาไปคืนเจ้าของเยอะที่สุดในโลก คือ ได้คืนครบทุกใบ วัฒนธรรมนี้เองอาจเป็นสาเหตุทำให้ชาวเดนมาร์กมีความสุขโดยไม่เกี่ยวกับเรื่องสวัสดิการสังคมเลยก็ได้ (ประเทศคอสตาริกาก็เป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมนี้และได้คะแนนความสุขสูงเช่นกัน ทั้งที่ไม่ใช่ประเทศรำ่รวย วัฒนธรรมเช่นนี้ทำให้คนไม่เหงา ไม่หว้าเหว่ แม้จะมีความทุกข์ก็ไม่อึดอัด ทำให้มีความสุข)

การไว้ใจคนแปลกเองอาจเป็นตัวอธิบายว่าทำไมเดนมาร์กใช้ระบบรัฐสวัสดิการได้ เพราะพลเมืองไม่ระแวงว่ารัฐเอาเงินของตัวเองไปบริหารแล้วจะทำพัง กล้ายกให้เป็นหน้าที่ของรัฐในการบริหารเงินของตัวเอง และอาจเป็นตัวอธิบายด้วยว่าทำไมชาวเดนมาร์กถึงมีค่านิยมเรื่องความเท่าเทียมสูงมาก ในบริษัทคุณจะดูไม่ออกว่าใครเป็น CEO ใครเป็นพนักงานธรรมดา ชาวเดนมาร์กค่อนข้างจะมีอคติกับคนที่รวยมากๆ และมักรู้สึกสมนำ้หน้า ถ้าหากมีข่าวว่ามหาเศรษฐีมีชีวิตส่วนตัวที่บัดซบ พวกเขาค่อนข้างภูมิใจถ้าหากตัวเองเสียภาษีเยอะกว่าคนอื่น (การที่ทุกคนโดนเก็บภาษีเยอะเองก็ช่วยทำให้ทุกคนในประเทศมีฐานะใกล้เคียงกันหมด ก็กลับไปทำให้คนกล้าไว้ใจคนอื่นเพิ่มมากขึ้นด้วย)

ชาวเดนมาร์กค่อนข้างเจียมตัวเรื่องชาตินิยม มักพูดถึงประเทศตัวเองว่าเป็นแค่ประเทศเล็กๆ ประวัติศาสตร์ของชาวเดนมาร์กยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคไวกิ้ง หลังจากนั้นก็เสียดินแดนไปเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน และชาวเดนมาร์กไม่ชอบคาดหวังสูง ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เวลาตอบแบบสอบถามเรื่องความพึงพอใจในชีวิต ชาวเดนมาร์กมักจะตอบว่าพอใจ ทำให้คะแนนออกมาดี แต่นิสัยเช่นนี้ก็มีแง่ลบด้วย เพราะชาวเดนมาร์กค่อนข้างทำตัวสบายๆ ไม่ชอบดิ้นรน ซึ่งอาจรวมไปถึงการปฏิเสธความจริงเวลาที่ตัวเองมีปัญหาด้วย

ยังไงๆ ผมมองเป็นแค่มุมมองอีกด้านหนึ่งของประเทศเดนมาร์กนะครับ เป็นด้านที่มองว่า ประเทศที่ดูเหมือนจะดีไปหมดทุกอย่าง ก็อาจจะไม่ได้ดีจริงก็ได้ ส่วนจริงๆ แล้วจะเป็นแบบไหนนั้นก็ต้องรอดูว่าในระยะยาวเดนมาร์กจะรักษาคุณภาพเอาไว้ได้แบบยั่งยืนหรือไม่ บางทีเราเห็นบางประเทศมั่งคั่งได้นานนับสิบปี เราคิดว่าระบบเค้าเวิร์ก แต่สุดท้ายแล้วก็มาพบที่หลังว่า ที่คนกินดีอยู่ดีเป็นเพราะตลาดอสังหาถูกทำให้เป็นฟองสบู่ พอฟองสบู่แตกของจริงก็โผล่ออกมา แบบนี้ก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ             ​​   

     

Share

Bill Cunningham

Bill Cunningham ลาออกจาก Harvard University อพยพไปนิวยอร์ก เพื่อเริ่มต้นอาชีพนักหนังสือพิมพ์ สิ่งที่เขาชอบทำคือ การออกจากบ้านทุกวัน เพื่อไปถ่ายรูปชาวนิวยอร์กตามท้องถนน ที่เขาเห็นว่า แต่งตัวได้ดี เขาทำอย่างนี้ทุกวันติดต่อกันมากว่า 50 ปีแล้ว

ทุกวันนี้ Street Photography เป็นเรื่องธรรมดาๆ ที่แมสทำกัน แต่เมื่อห้าสิบปีก่อน มันคือวัฒนธรรมย่อยที่ใหม่มากๆ คนสมัยนั้นยังคิดไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่า มันมีอนาคตยังไง เรื่องนี้ทำให้มองเห็นว่า คนที่อยู่แถวหน้าของอะไรสักอย่างหนึ่ง บางทีเขาไม่ได้ทำอะไรที่ยากเลย ถ้า Bill เพิ่งจะมาเริ่มถ่ายภาพแบบนี้สมัยนี้ เขาอาจสู้ใครไม่ได้เลย แต่เขาทำตั้งแต่ห้าสิบปีก่อน ทำแบบบ้าๆ อยู่คนเดียว คนสมัยนั้นอาจดูถูกด้วยซ้ำว่าเขาเป็นแค่คนถ่ายรูปกระจอกกระจอก แต่ Bill ทำเพราะเขามองเห็นอะไรบางอย่าง ในชีวิตประจำวันที่คนทั่วไปมองข้าม เขาคิดว่าคนธรรมดาที่แต่งตัวได้ดี มีอยู่เต็มท้องถนนไปหมด มันเป็นแฟชั่นที่มีค่าไม่น้อยไปกว่าแฟชั่นบนรันเวย์ และควรที่จะเก็บสะสมภาพเหล่านั้นไว้ และตั้งใจทำมันติดต่อกันห้าสิบปีโดยไม่ล้มเลิกไปก่อน ความเชื่อเพียงแค่นี้ก็ทำให้เขากลายเป็นตำนานได้ในอีกห้าสิบปีต่อมา

เดี๋ยวนี้ผมรู้สึกชอบคนแบบนี้นะ คนที่อุทิศชีวิตให้กับการทำอะไรสักอย่างหนึ่งให้ดีที่สุด (แต่ต้องไม่ใช่แนวศาสนานะ)​ มันเป็นวิถีชีวิตที่ผมเอาเป็นแบบอย่าง         

Share

Little Forest : Winter/Spring (2015)

หนังเอาใจสาวก Kinfolk ผ่านตัวละครหลักของเรื่องที่เลือกไปใช้ชีวิตแบบ Slow Living ในชนบท ปลูกผัก ทำอาหารกินเอง

ใครมี Passion เรื่องการทำอาหารคงดูแล้วฟินมาก แต่คนทั่วไปอาจจะไม่ขนาดนั้น เพราะว่าไม่ได้อินกับการทำกับข้าว ผมเองเพิ่งเริ่มศึกษาการทำอาหารกินเองได้สักพัก แต่ก็ยอมรับว่ายังไม่สามารถอินกับหนังได้มากพอ

จัดเป็นหนังแนว “พาฝัน” ที่พาคนดูซึ่งเป็นมนุษย์เงินเดือน ไปสู่ชีวิตแบบนิตยสารแนว Kinfolk สักสองชั่วโมง ถ้าคิดลึกๆ ชีวิตจริงคงไม่เหมือนในหนัง เพราะถ้าไปอยู่แบบนั้นจริงๆ เพื่อนๆ คงไม่ได้มานั่งกินข้าวเย็นด้วย เพราะเพื่อนๆ เราก็คงทำงานประจำ เลิกงานก็เหนื่อยและดึกมากแล้วกับการเดินทาง สุดท้ายเราคงต้องกินข้าวคนเดียวทุกวันมากกว่า

นอกจากนั้น เงินน่าจะเป็นอุปสรรคสำคัญของชีวิตแบบนั้น คุณปลูกผักกินเองก็จริง แต่คุณก็ยังต้องจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส ไม่มีงานประจำแล้วจะเอาเงินมาจากไหน ถ้าเอาผักที่ปลูกไปขาย รายได้ก็ไม่แน่นอน ราคาผักขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา สุดท้ายแล้วจะเครียดกับเรื่องเงินมากกว่าจะมี peace of mind

ชีวิตประจำวันของตัวละคร ไม่ถึงกับน่าเบื่อ แต่ตรงกันข้าม เวลาทั้งวันแทบจะหมดไปกับการเตรียมวัตถุดิบสำหรับอาหารมื้อต่อไป ทั้งปลูกผัก หาเห็ด ทำอาหาร กินอาหาร ล้างจาน กว่าจะเสร็จ ก็ต้องเตรียมการสำหรับมื้อต่อไปแล้ว ผมเองชอบ Slow Life เหมือนกัน แต่ต้องเป็นแบบ นานๆ ที เปลี่ยนบรรยากาศ คลายเครียด ถ้าให้อยู่แบบ Slow Life ตลอดเวลา มีชีวิตอยู่เพื่อการหาอาหารสำหรับมื้อต่อไป ขนาดผมเป็น introvert แล้ว ก็ยังคิดว่าอยู่ไม่ได้แน่ๆ รู้สึกว่า ชีวิตมันต้องมีอะไรมากกว่านั้น  

Share

Never Stop Thinking

ได้ดูคลิปของ Takashi Amano คลิปหนึ่งที่สอนคนที่มาฝึกงานกับเขา เขาบอกว่า ทุกคนต้องหางานที่ตัวเองสนใจให้ได้ เพราะคนที่ทำงานเพราะว่าต้องทำ กับทำงานเพราะว่าสนใจในงานนั้น พลังมันแตกต่างกันมาก ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

ฉะนั้นการเลือกงานจะว่าไปแล้วมันไม่ได้ผิด ที่จริงเราควรจะเลือกงานด้วยซ้ำ แต่เมื่อเราได้เลือกงานด้วยตัวเองแล้ว เราก็ต้องทำงานนั้นให้ดีที่สุด (โทษใครไม่ได้แล้ว เพราะเราเลือกเอง) ชีวิตส่วนตัวของ Amano ก็เป็นแบบนั้น แทนที่เขาจะไปทำงานออฟฟิศ เขาชอบขี่จักรยาน ถ่ายภาพ ดำน้ำ เขาก็เลือกที่จะมุ่งไปหาสิ่งเหล่านี้ ไม่ได้คิดว่าเป็น hobby แล้วจะทำเป็นอาชีพไม่ได้ เมื่อเลือกแล้วก็ทำให้สุดๆ ไปเลย เข้าป่าไปเก็บภาพใต้น้ำลึก หรือซ้อมขี่จักรยานจนติดทีมชาติญี่ปุ่นได้ ทำมันจนกลายเป็นอาชีพให้ได้ และเขาก็ประสบความสำเร็จในทุกอย่างที่ทำจนกลายเป็นตำนานเลย

อีกอันที่ Amano สอนคือ เวลาตัดแต่งไม้น้ำ สิ่งที่ต้องทำอยู่ตลอดเวลาคือ “คิด” ไม่ใช่สักแต่ว่าตัดๆ ไปอย่างนั้น ต้องคิดอยู่ตลอดว่าต้องตัดอย่างไหน มันถึงจะดูดี เพราะว่าอะไร มีวิธีที่ดีกว่าที่ทำอยู่หรือไม่ อย่าหยุดคิด อย่าทำด้วยประสาทอัตโนมัติ เราก็จะเรียนรู้ได้ตลอดเวลาในสิ่งที่เราทำ ไม่หยุดอยู่กับที่

สรุปแล้ว เคล็ดลับความสำเร็จของทุกสำนักก็คล้ายๆ กันนะ คือเราต้องเลือกทำอะไรที่เรามี Passion และเมื่อได้ทำก็ต้อง เรียนรู้อยู่ตลอดเวลาด้วย อย่าแค่นับจำนวนชั่วโมงให้ครบหมื่น แต่ทุกชั่วโมงที่ทำ ต้องพยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ให้ได้เยอะที่สุด เพราะนั้นจะทำให้เราก้าวหน้าได้เร็วที่สุด เป็นการใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

คนส่วนใหญ่จะแค่อยากประสบความสำเร็จในระดับสูง แต่เวลาทำอะไรนั้น จะไม่กล้าเสี่ยง เลือกเอาแต่สิ่งที่ง่ายๆ สะดวกๆ สบายๆ ไม่ทุ่มเท ไม่กล้าใส่ทั้งหมดที่มีลงไป สุดท้ายเราก็จะได้แค่คนธรรมดาๆ แบบเดียวกับคนที่เลือกซื้อพันธบัตร ซึ่งเป็นคนที่มองหาสิ่งที่เสี่ยงน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ เพราะคิดว่านั่นเป็นเรื่องดี แต่ที่จริงนั่นเป็นการ Play Safe ที่มากเกินไป คนที่ประสบความสำเร็จในระดับสูง ต้องกล้าเสี่ยงในสิ่งที่คิดมาดีแล้ว ยิ่งประสบความสำเร็จมากก็ต้องทำให้สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้า และเทหมดหน้าตัก ทำในสิ่งที่รัก และตั้งใจทำมันอย่างดีที่สุด ทำให้มีคนน้อยมากที่มาถึงจุดที่เขามาถึงได้ เพราะไม่กล้าและไม่ยินดีที่จะทุ่มเทมากพอ

ไม่ได้บอกว่าทุกคนควรต้องสุดโต่งแบบนี้นะครับ แต่ถ้าใครหวังสูง แต่ไม่ยินดีที่จะเสี่ยงและทุ่มสุดตัว มองหาแต่อะไรง่ายๆ สะดวกๆ ปลอดภัยๆ ตลอดเวลา แล้วหวังว่าจะประสบความสำเร็จสูงกว่าคนอื่น คุณกำลังบ้าครับ 

Share

The Power of Less

Leo Babauta (Zen Habits) เป็น Blogger ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในระดับโลก เรื่องที่เขาเขียนคือปรัชญาของความเรียบง่าย

หลักของเขาคือ คนเราจะทำอะไรได้เยอะขึ้น ถ้าหากเลือกทำให้น้อยอย่าง เพราะจะทำให้จดจ่อกับมันได้ง่ายกว่า วิธีการคือ เลือกทำแต่สิ่งที่สำคัญกับเราจริงๆ แค่ไม่กี่อย่าง แล้วเอาสิ่งที่เหลือออกไป

สิ่งที่สำคัญกับเราจริงๆ คือ สิ่งที่เราคิดว่าคือเป้าหมายชีวิตในระยะยาวของเรา นอกจากนี้ต้องเป็นสิ่งที่สร้างผลกระทบกับเราได้เยอะกว่าด้วย ลองคิดดูว่าคุณต้องการอะไรในชีวิตจริงๆ ในระยะยาว เช่น อยากมีสิ่งที่สร้างรายได้ให้ตัวเองได้ต่อเนื่องและยาวนาน อยากมีชื่อเสียงในระยะยาว อยากทำอะไรบางอย่างเพื่อสังคม เป็นต้น คุณก็ควรโฟกัสที่เป้าหมายเหล่านั้น อะไรที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่มีผลต่อเป้าหมายในระยะยาวของคุณ ก็ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่คุณจะใช้เวลาวันละมากๆ ไปกับมัน เช่น ถ้าคุณเล่นเฟซวันละ 7 ชั่วโมง แต่มันไม่ได้ช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายระยะยาวของคุณได้เลย คุณก็ควรพิจารณาเลิกเล่น เป็นต้น

และกิจกรรมที่มีส่วนทำให้คุณบรรลุเป้าหมายในระยะยาวของคุณได้อาจมีหลายกิจกรรม จงเลือกกิจกรรมที่สร้างผลกระทบต่อเป้าหมายได้เยอะมาก และมากกว่า กิจกรรมที่มีส่วนแต่ว่ามีผลกระทบน้อยกว่าด้วย เช่น การคุยโทรศัพท์กับลูกค้าอาจทำให้ได้ออเดอร์มากกว่าการนั่งเขียน Sale Reports สรุปก็คือ กิจกรรมต้องเกี่ยวกับเป้าหมายระยะยาว และสร้างผลกระทบต่อเป้าหมายนั้นๆ ได้มาก

เทคนิคที่สำคัญคือ การสร้างข้อจำกัด เพราะข้อจำกัดจะบีบให้เราใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพ เช่น อาจตั้งกฎว่า จะอ่านข้อมูลในเน็ตแค่วันละชั่วโมงเท่านั้น ถ้าคุณหาข้อมูลได้แค่วันละชั่วโมง คุณจะเลือกอ่านแต่ข้อมูลที่สำคัญจริงๆ ไปโดยปริยาย ตั้งงบประมาณสำหรับซื้อของจำกัดต่อเดือน ทำให้คุณไม่ซื้อของที่ไม่จำเป็นเข้าบ้านในรกบ้าน เป็นต้น เรียนรู้ที่จะปฏิเสธคำขอร้องของคนอื่นที่จะขโมยเวลาของคุณไปด้วย

เป้าหมายระยะยาวของคุณอาจมีได้หลายอย่าง แต่ให้เลือกทำให้สำเร็จทีละหนึ่งอย่างจะง่ายที่สุด โดยให้คิดว่าเป้าหมายระยะยาวอันนั้น ต้องประกอบด้วยเป้าหมายระยะสั้นอะไรบ้าง แล้วกำหนดออกมาเป็นเป้าหมายประจำวัน ซึ่งไม่ควรมีมากกว่าสามอย่าง และพยายามทำเป้าหมายประจำวันให้ได้ทั้งสามอย่างนั้นให้ได้ทุกวัน เช่น เป้าหมายระยะยาวคือการมีสุขภาพที่ดีขึ้น อาจมีเป้าหมายประจำวัน 3 ข้อ คือ เดินวันละ 30 นาที, กินผักสลัดวันละมื้อ และนอนให้ได้วันละ 7 ชม. แล้วทุกวันก็โฟกัสที่กิจกรรมสามอย่างนี้ก็พอ

พยายามทำกิจวัตรประจำวันให้เรียบง่ายเข้าไว้ เช่น เช็คอีเมลแค่วันละสองครั้ง ใช้เน็ตวันละหนึ่งชั่วโมง มีของบนโต๊ะทำงานได้ไม่เกินห้าชิ้น ทำอะไรให้ช้าลง ไม่ทำอะไรสองอย่างพร้อมๆ กัน สร้าง Morning Routine ส่วนตัวที่มีประโยชน์ขึ้นมา

เป็นแนวคิดที่น่าสนใจดีครับ น่าจะลองเอาไปทำกันดู    

Share