639: Early Retire?

ยุคนี้คำว่า เกษียณเร็ว กลายมาเป็นเป้าหมายชีวิตยอดนิยมของใครหลายๆ คน

แต่จากการรวบรวมสถิติพนักงานของบริษัทเชลล์ที่เกษียณอายุพบว่า ยิ่งพนักงานเกษียณอายุไวเท่าไร ก็ยิ่งมีอายุเฉลี่ยที่เหลืออยู่หลังจากเกษียณแล้วสั่นลงมากเท่านั้น โดยพบว่า พนักงานที่เกษียณอายุในวัย 55 จะเสียชีวิตหลังจากเกษียณแล้วในวัยที่น้อยกว่าพนักงานที่เกษียณที่อายุ 65

ยิ่งไปกว่านั้น พนักงานที่เกษียณในวัย 55 มีโอกาสที่จะเสียชีวิตภายในสิบปีหลังจากนั้นมากกว่าคนที่เกษียณในวัย 65 ถึง 89%  โดยสถิติดังกล่าวได้ตัดผลของเพศ ฐานะการเงิน ปีเกิด ออกไปแล้ว แต่พบว่าปัญหาสุขภาพของคนที่เกษียณเร็วน่าจะมีส่วนที่ทำให้คนที่เกษียณเร็วมีอายุยืนน้อยกว่า

คนที่ตั้งเป้าหมายที่จะเกษียณเร็วส่วนหนึ่งวางแผนไว้ว่า เมื่อเกษียณเร็วได้แล้ว เขาจะใช้เวลาว่างไปกับการท่องเที่ยว เช่น การแบกเป้ไปเที่ยวรอบโลก แต่จากการสำรวจพฤติกรรมของคนที่เกษียณเร็วพบว่า พวกเขาจะเดินทางท่องเที่ยวอย่างจริงจังในช่วงสองสามปีแรกที่เกษียณเท่านั้น แต่หลังจากนั้น พวกเขาจะเปลี่ยนวิถีชีวิตเป็นการนั่งดูโทรทัศน์ หรือทำกิจกรรมแบบคนในสังคมเมืองทั่วๆ ไปแทน และนั่นส่งผลต่อสุขภาพของพวกเขาอย่างยิ่ง เพราะพวกเขามีเวลาว่างมากกว่าคนปกติ

อาจเป็นไปได้ว่า การมีเวลาว่างมากเกินไป ทำให้มีโอกาสทำกิจกรรมที่ทำลายสุขภาพมากขึ้น และส่งผลให้คนที่เกษียณเร็วมีอายุยืนน้อยกว่า

และอาจเป็นไปได้ว่า ความเครียดที่เกิดขึ้นจากการเป็นคนไม่มีงานทำนั้น ทำให้รู้สึกว่าชีวิตไม่มีความหมาย และความเครียดอันนี้ส่งผลต่อสุขภาพของคนที่อยู่ในวัยเกษียณ ยิ่งต้องอยู่ในวัยเกษียณยาวนานเท่าไร ก็ยิ่งได้รับผลกระทบอันนี้มากขึ้นเท่านั้น

ผมคิดว่า บางคนอาจกำลังตั้งเป้าหมายชีวิตไม่ถูกต้อง หรือว่าอาจจะกำลังไม่เข้าใจจริงๆ ว่าตนเองต้องการอะไรกันแน่ บางคนรู้สึกเบื่องานประจำมาก ทำให้เกิดการตั้งเป้าหมายชีวิตว่าจะต้องเกษียณก่อนคนอื่นๆ ให้ได้ ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว เราอาจไม่ได้ไม่ชอบการทำงาน แต่ที่จริงแล้ว สิ่งที่เราไม่ชอบก็คือ การต้องทำงานที่เราไม่ชอบมากกว่า ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน ที่จริงแล้วคนที่อยากเกษียณเร็วๆ อาจเป็นคนที่เกลียดการอยู่เฉยๆ มากด้วยซ้ำ แต่พวกเขาอาจจะยังไม่รู้จักหรือเข้าใจตัวเองมากพอ

ที่จริงแล้ว คนส่วนใหญ่อาจไม่ได้ต้องการเกษียณเร็ว แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ คือ การได้ทำงานที่เราชอบ งานที่ทำให้เรารู้สึกสนุกและท้าทายความสามารถ งานที่เรามีอิสระที่จะได้ตัดสินใจด้วยตนเองแทนที่จะต้องคอยทำตามคำสั่ง งานที่ทำให้เรารู้สึกมึความเป็นเจ้าของ งานที่เราสามารถหยุดพักเป็นช่วงๆ ตามใจของเราได้ งานที่ไม่เครียดมากเกินไป ฯลฯ ซึ่งที่จริงแล้ว การจะได้ทำงานอย่างนั้นอาจไม่จำเป็นต้องเกษียณเร็ว เพื่อที่จะได้ทำธุรกิจส่วนตัว เสมอไปก็ได้ แต่มีคนที่ทำงานประจำตลอดชีวิตหลายคนที่สามารถไปถึงจุดนั้นได้ โดยไม่ต้องออกมาทำเอง

ตรงกันข้าม บางคนเชื่อว่าการทำธุรกิจส่วนตัว หรืองานอิสระ เท่านั้นที่จะตอบโจทย์นี้ได้ แต่พอลาออกจากงานประจำมาทำจริงๆ ก็พบว่า การเป็นเถ้าแก่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจที่เกิดใหม่นั้น เป็นงานที่เครียดและกดดันมากกว่าการเป็นลูกจ้างหลายเท่า หรือแทนที่จะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ กลับต้องมายุ่งเรื่องแต่เรื่องธุรกิจ การหาลูกค้า การบริหารเงินสด ทั้งวันทั้งคืน บางคนคิดว่าเป็นฟรีแลนซ์คือได้ทำอะไรตามใจตัวเอง ไม่ต้องคอยอยู่ใต้บังคับบัญชาของใคร แต่พอมาทำจริงๆ ก็พบว่า เรายิ่งต้องง้อคนมากกว่าเดิม เพราะคนที่เราต้องง้อก็คือลูกค้า ซึ่งคาดหวังกับเราสูงมาก และไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบอะไรเราเลย เพราะว่าไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบนายจ้าง-ลูกจ้าง ที่มีกฎหมายแรงงานคุ้มครองอยู่ ลูกค้าคือลูกค้า และลูกค้าถูกเสมอ

เวลาเราเห็นคนที่อยู่ในวัยเกษียณ เราอาจจะคิดว่า พวกเขาคงเป็นคนที่มีความสุขที่สุด มีอิสระ มีเวลาว่างเยอะ ไม่ต้องทำงานอะไรเลย แต่ถ้าคุณลองถามคนที่เกษียณอยู่ คุณจะรู้ว่า พวกเขาอาจไม่ได้รู้สึกแบบนั้น การที่ต้องคอยหาอะไรทำอยู่ตลอดเวลา เพราะว่าไม่รู้จะทำอะไรดีนั้น ก็เป็นความทุกข์อีกรูปแบบหนึ่งของมนุษย์ บางทีคนที่มีความสุขมากที่สุด คือคนที่ได้ทำงานที่ชอบ ที่เขาสามารถสนุกกับมันได้ คนพวกนี้ไม่จำเป็นต้องไปเที่ยวเลยก็ได้ เพราะการทำงานสำหรับเขาก็เป็นความบันเทิงอยู่แล้วในตัวเองอยู่แล้ว ทุกวันคือความสนุกและท้าทาย พวกเขาไม่อยากเกษียณเลย เพราะน่าเบื่อมากกว่า และงานแบบนี้ก็อาจหาไม่ได้ในงานอิสระเสมอไป

ลองสำรวจดูให้ดีครับว่า จริงๆ แล้วตัวคุณต้องการอะไรกันแน่ ใช่การเกษียณเร็วๆ หรือมีเงินมากๆ จริงหรือเปล่า?

638: ฟาแลน กล้วยไม้คุณหนู

phalaenopsis

(Photo from ikea.com)

ปกติกล้วยไม้จะต้องปลูกไว้นอกอาคารถึงจะอยู่ได้ แต่ถ้าใครอยากปลูกกล้วยไม้ไว้ภายในอาคารก็ทำได้ด้วยการเลือกปลูกกล้วยไม้ตระกูล “ฟาแลน” พวกมันต้องเลี้ยงไว้ในห้องแอร์ ถ้าอยู่ข้างนอกในเมืองร้อนแบบบ้านเราอาจถึงขั้นตายได้ ฟาแลนจึงได้ชื่อว่าเป็น “กล้วยไม้คุณหนู”

637: สัญชาตญาณแบ่งแยก

crowd

ผมว่ามนุษย์มีสัญชาตญาณของการแบ่งแยกเวลาอยู่ร่วมกันเป็นสังคมนะครับ

เคยไปบวชภาคฤดูร้อน พระบวชใหม่ทั้งกลุ่มมี 50 กว่ารูป แต่ละคนมาจากร้อยพ่อพันแม่ ฐานะและการศึกษาก็ต่างกันมาก แต่ถูกจับมาอยู่รวมกันในสังคมแบบค่อนข้างปิด ริบสมบัติส่วนตัว ให้ใส่ชุดเดียวกัน กินเหมือนกัน นอนแบบเดียวกัน หัวโล้นๆ เหมือนกันหมด

แค่ไม่กี่อาทิตย์เท่านั้น ก็เริ่มแบ่งออกเป็นกลุ่มเล็กๆ 3-4 กลุ่มเป็นอย่างน้อย และแต่ละกลุ่มก็จะมีใครคนหนึ่งที่ถูกยอมรับให้เป็นหัวหน้า (“ลูกพี่ใหญ่”) แบบไม่เป็นทางการ

อีกครั้งหนึ่ง เคยไปทำงานกับบริษัทต่างประเทศที่เพิ่งมาเปิดสาขาในไทยเป็นครั้งแรก เลยได้เป็นพนักงานรุ่นแรกของบริษัท ที่มีเจ้านายฝรั่งแค่หนึ่งคน กับพนักงานใหม่อีกแค่ 7 คน รวมเป็นแปดคน

แปลกนะครับ แค่ไม่ถึงสองเดือน ก็คน 7 คน ก็เริ่มแบ่งออกเป็นสองกลุ่มอย่างชัดเจน วัดจากการไปกินข้าวกันด้วยกัน และการซุบซิบนินทา

ไม่ว่าสังคมมนุษย์จะถูกซอยย่อยให้เล็กคงแค่ไหน ก็จะมีการซอยกันเองออกเป็นมุ้งเล็กๆ ในสังคมนั้นอีกอยู่ดี ผมเลยคิดว่า มันน่าจะเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งของมนุษย์เลยทีเดียว

เดาว่าสัญขาตญาณนี้มีแรงขับมาจากความรู้สึกไม่ปลอดภัย หรือความกลัวนั่นเอง คนเรารู้สึกไม่ปลอดภัยที่ต้องอยู่โดดเดี่ยว จึงชอบอยู่ในสังคมที่มีความรู้สึกว่าเรามีใครสักกลุ่มเป็นพวกของเรามากกว่า และนั่นก็หมายถึงต้องมีคนอีกส่วนหนึ่งที่เป็น “คนละฝ่าย” กับเราด้วย เพราะจะเรียกว่าเรามีพวกได้อย่างไร ถ้าไม่มีคนที่เป็น “พวกอื่น” ของเราอยู่เลย

การแบ่งพรรคแบ่งพวกยังช่วยเรื่องการต่อรองอำนาจ เพราะถ้าคนในสังคมที่มี 100 คน แต่ละคนต่างคนต่างเป็นปัจเจกอิสระ แต่ละคนย่อมมีอำนาจแค่เพียง 1% เท่ากันหมด แต่ถ้ามีคนสิบคนในนั้นผนึกกำลังเป็นพันธมิตรกัน ก็จะมีเสียงถึง 10% ถ้าเอามาต่อรองกับคนอื่นๆ ก็จะชนะเสมอ สุดท้ายแล้วคนอื่นๆ อีก 90% ก็ต้องสร้างกลุ่มของตัวเองบ้าง เพื่อจะได้ต่อรองอำนาจกับคนอื่นที่รวมกันเป็นกลุ่มได้ สุดท้ายแล้ว สังคมมนุษย์จึงต้องมีมุ้งเล็กมุ้งใหญ่อยู่เสมอ เพราะเป็นการต่อรองอำนาจ ถ้าเราไม่ทำ ประเดี๋ยวก็จะมีคนอื่นทำ แล้วบีบให้เราต้องทำเอง

ถ้าคิดให้ดี ค่านิยมเรื่องศิษย์เก่าสถาบันต่างๆ ก็มีแรงจูงใจมาจากสัญชาตญาณนี้เหมือนกัน รวมทั้งการที่คนเราชอบเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นการแบ่งแยกพวกเราออกจากพวกเขา

จิตใจที่ไม่ชอบการแบ่งแยก มองทุกคนอย่างเสมอภาค จึงเป็นเรื่องที่จะต้องอาศัยความกล้าหาญในจิตใจของคนๆ นั้น ที่จะเอาชนะสัญชาตญาณแห่งความกลัวเหล่านี้ให้ได้ด้วย

 

 

636: ลูทีน

1000

เมื่ออายุมากขึ้น สายตาของเราจะแย่ลง ส่วนหนึ่งเกิดการ แสง UV ในธรรมชาติ และแสงสีฟ้า ที่จอคอมพิวเตอร์ที่เปล่งออกมา ค่อยๆ ทำลายเซลล์ประสาทตาของเราไปเรื่อยๆ

แต่ในดวงตาของเราจะมีสารอย่างหนึ่งชื่อว่า “ลูทีน” อยู่ มีหน้าที่ป้องกันไม่ให้แสงทำลายเซลล์ประสาทตาของเราเร็วเกินไป

ลูทีน พบมากใน ผักโขม (Spinach) หรือพืชผักที่มีสีเหลืองอื่นๆ ในยุคที่เรามองจอคอมพิวเตอร์กันทั้งวัน การกินผักโขมอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งมื้อ จะช่วยชะลอความเสื่อมของสายตาเราได้ครับ

ที่มา: BBC Documentary : the truth about food

635: Charles Darwin

dar

ดาร์วิน เกิดในครอบครัวที่ร่ำรวย ตอนเด็กๆ เขาเอาแต่เล่นสนุกไปวันๆ เช่น ยิงนก ตกปลา ไม่ตั้งใจเรียน จึงถูกพ่อที่เป็นหมอจับส่งไปเรียนในเมืองใหญ่ เพื่อให้เป็นหมอตามแบบพ่อ

ดาร์วิน ไม่ชอบวิชาแพทย์เลย จนปี 2 เขาก็ต้องลาออกจากโรงเรียนแพทย์ พ่อจึงส่งเขาไปเรียนโรงเรียนสอนศาสนาแทน เพื่อยึดอาชีพที่มีความมั่นคงรองจากหมอคือเป็นบาทหลวงให้ได้ ที่นั่นเขาได้พบกับศาสตราจารย์ด้านพฤกษศาสตร์ชื่อ เฮนส์โลว์ ซึ่งดาร์วินมองเขาเป็นเหมือนไอดอล และทำให้ดาร์วินเริ่มสนใจเกี่ยวกับธรรมชาติวิทยา

เมื่อเรียนจบ เฮนส์โลว์ได้ชวนดาร์วินออกเดินทางโดยเรือไปเก็บตัวอย่างพืชและสัตว์ทั่วโลก พ่อของเขาคัดค้านอย่างหนัก เพราะเกรงว่าดาร์วินจะกลายเป็นคนหลักลอย แต่ลุงของเขาช่วยพูดให้ ดาร์วินจึงได้ออกเดินทาง

บนเรือ ดาร์วินต้องอยู่อย่างลำบากโดยไม่ได้รับค่าจ้างใดๆ หน้าที่หลักของเรือคือ การทำแผนที่ และหน้าที่รองคือ การเก็บตัวอย่างพืชและสัตว์ต่างๆ เขามีโอกาสได้ไปทั่วโลกและได้พบสิ่งประหลาดมากมาย โดยเฉพาะหนึ่งเดือนที่เกาะปาลาปากอส ดาร์วินเริ่มจริงจังกับการเก็บตัวอย่างพืชและสัตว์และนำตัวอย่างเหล่านั้นกลับมาอังกฤษ จนทำให้เขาเริ่มกลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในแวดวงพฤกษศาสตร์จนได้เป็นถึงราชบัณฑิต เมื่อกลับมาอังกฤษ เขาเขียนหนังสือมากมายเกี่ยวกับนก และสัตว์ต่างๆ

การที่ต้องเก็บข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะของพืชและสัตว์นับหมื่นชนิด ทำให้ดาร์วินเริ่มสงสัยว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้างสิ่งมีชีวิตทั้งหมดจริงหรือไม่ ทำไมสิ่งมีชีวิตต่างชนิดกัน จึงมีลักษณะบางอย่างร่วมกันอย่างน่าประหลาด เขาเริ่มสร้างสมมติฐานใหม่เกี่ยวกับการเกิดขึ้นของสิ่งมีชีวิตขึ้นมาแทน

เมื่ออายุได้ 30 ปี ดาร์วินก็แต่งงานและมีลูกต่อเนื่องถึง 10 คน การทำงานหนักทำให้สุขภาพของเขาเริ่มแย่ ดาร์วินผูกพันกับลูกมากและการสูญเสียลูกบางคนไปตั้งแต่ยังเด็กก็กระทบกระเทือนจิตใจเขามาก ในช่วงนี้แนวคิดเกี่ยวกับทฤษฏีวิวัฒนาการของเขาเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เขาไม่กล้าบอกให้ใครรู้ เพราะเกรงจะถูกผู้ที่เคร่งศาสนาเกลียดชัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภรรยาของเขาเอง ความเก็บกดที่ต้องปิดบังความลับเกี่ยวกับทฤษฏีของเขาทำให้ดาร์วินมีอาการเครียดที่แสดงออกมาทางร่างกาย หัวใจของดาร์วินเต้นไม่ปกติ และเขาต้องเข้ารับการบำบัดในสปาอยู่เป็นระยะๆ สลับกับการทำงานอย่างหนัก

รูปล้อเลียนดาร์วินโดยผู้ที่ไม่พอใจเขา

รูปล้อเลียนดาร์วินโดยผู้ที่ไม่พอใจเขา

ในที่สุด ดาร์วินก็เปิดเผยแนวคิดของเขาเรื่องทฤษฏีวิวัฒนาการด้วยการตีพิมพ์หนังสือชื่อ the origin of species ซึ่งเป็นหนังสือที่ขายดีมากทันทีที่วางขาย เขาได้รับทั้งดอกไม้และก้อนหิน นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากชื่นชมในแนวคิดของเขา แต่ผู้ที่เคร่งศาสนาจำนวนมากก็ไม่พอใจและตอบโต้ด้วยการล้อเลียนดาร์วินต่างๆ นานา โธมัน ฮักเล่ย์ ผู้ประทับใจในทฤษฏีของดาร์วินช่วยออกโรงตอบโต้แทนเขา ยังถูกเรียกว่าเป็น สุนัขรับใช้ดาร์วิน ด้วย เขาต้องทนกับการถูกต่อต้านโดยคนที่เคร่งศาสนาอีกตลอดชีวิตของเขา

ดาร์วินเสียชีวิตเมื่อวันที่ 19 เมษายน 1882 เมื่ออายุได้ 73 ปี