0083: My Own New 7 Wonders

เขาเพิ่งโหวตเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกใหม่กันไปหยกๆ เมื่อวันที่ 7/7/2007 (ดูแล้วทำใจลำบากเพราะไม่มีปิรามิดอิยิปต์อยู่ในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอีกต่อไป) เพราะฉะนั้นผมเลยต้องขอมีเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกของตัวเองบ้าง 1.วรรณกรรมเรื่องสามก๊ก นับเป็นมหากาพย์ที่แต่งได้อย่างพิสดาร ตัวละครในเรื่องนี้สะท้อนธาตุแท้ของมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้งเพราะต่างก็มีอุปนิสัยที่เหมือนคนจริงๆ เป็นอย่างมากแบบว่าอ่านแล้วเชื่อเลย เพราะสมัยนี้แม้โลกจะเปลี่ยนไปมากแล้ว แต่ก็ยังเจอคนที่นิสัยเหมือนตัวละครในเรื่องนี้อยู่เต็มไปหมด นับเป็นวรรณกรรมที่ถ้าใครเกิดมาแล้วไม่ได้อ่าน เสียดายมาก ขอบอก 2. เปียโน นับเป็นเครื่องดนตรีที่ Solo ได้สมบูรณ์แบบและไพเราะที่สุดในความคิดของผม การเกิดขึ้นของเปียโนนับว่าเป็น BreakThrough ที่สำคัญของวงการดนตรีเพราะมันเป็นคีย์บอร์ดชนิดแรกของโลกที่โน้ตแต่ละตัวสามารถทำเสียงดังหรือค่อยได้ตามใจชอบ ไม่เหมือนกับ ฮาร์ปซิคอร์ด นี่จึงเป็นที่มาของชื่อเปียโน เพราะคำว่า “เปียโน” แปลว่า “เสียงค่อย” (แต่เดิมเรียกว่า Piano-Forte ซึ่งแปลว่า “ค่อยและดัง” แต่ต่อมานิยมเรียกย่อๆ ว่า “เปียโน” เฉยๆ) 3. เครื่องจักรไอน้ำ ซึ่งประดิษฐ์โดยเจมส์ วัตต์ นับว่าเป็นนวัตกรรมที่สำคัญที่สุดเพราะเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้นในเวลาต่อมา คิดดูสิครับ เครื่องอะไรก็ไม่รู้ แค่เติมถ่านหินเข้าไปมันก็จะทอผ้าแทนเราได้ สบายจริงๆ มันเป็นสิ่งประดิษฐ์ชนิดแรกที่ทำให้มนุษย์สามารถนอนเฉยๆ ก็มีกิน เหอๆ แต่ตอนนี้คุณคงไม่ชอบมันเท่าไร เพราะมันมีบทบาทอย่างยิ่งที่ทำให้โลกของเราร้อนขึ้นอย่างในปัจจุบัน 4.  ตลาดหุ้น เอาอีกแล้ว คุณต้องคิดว่าผมเป็นพวกขี้เกียจแน่ๆ … Continue reading 0083: My Own New 7 Wonders

0082: Big Mac Index

  ทฤษฎีหนึ่งที่ใช้อธิบายอัตราแลกเปลี่ยนมีชื่อว่า Purchasing-Power Parity (PPP) ทฤษฏีนี้กล่าวว่า ถ้าโลกของเรามี mobility ที่ดีพอสมควร ในระยะยาวอัตราแลกเปลี่ยนของแต่ละประเทศจะต้องวิ่งเข้าสู่จุดที่ทำให้เราซื้อสินค้าทุกชนิดได้ในราคาเดียวกันทั่วโลก นิตยสาร The Economist ได้ทำการเปรียบเทียบราคาของ Big Mac ทั่วโลก แล้วดูว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่ถูกกำหนดโดย PPP ของแต่ละประเทศนั้นควรเป็นเท่าไร ปรากฏว่า ณ สิ้นปี 2549 ผลเป็นดังนี้ (Big Mac ในสหรัฐชิ้นละ 3.10 เหรียญ) ประเทศ |  ราคาบิกแมค ($) |  อัตราจริง |  อัตราตาม PPP | ส่วนต่าง จีน        |     1.31 |    8.03   |   3.39 |  -58% มาเลเซีย   |    1.52    |    3.63 |   1.77 |  -51% ไทย    |   1.56   |  19.35   |   38.45  | -50% อินโดนิเชีย   |   1.57   |   9325   |   4709  … Continue reading 0082: Big Mac Index

0081: Global Imbalance

หลังจากที่ระบบการเงินของโลกที่ใช้ทองคำเป็นตัวอ้างอิงค่าของเงินสกุลต่างๆ ได้ถูกยกเลิกไป ประเทศต่างๆ ก็หันมาสะสมเงินดอลล่าร์เป็นเงินทุนสำรองแทนทองคำกันมากขึ้น ดอลล่าร์จึงกลายเงินทุนสำรองหลักของประเทศทั่วโลกแทนทองคำ ดอลล่าร์ก็คือทองคำนั่นเอง หลายปีที่ผ่านมา ประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบเอเชียรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ประเทศเหล่านี้ใช้วิธีทำค่าเงินของตนให้อ่อนด้วยการเข้าไปแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนด้วยการขายเงินสกุลของตนออกมาแล้วนำดอลล่าร์มาเก็บไว้เป็นทุนสำรอง เพื่อให้สินค้าของตนมีราคาถูกลงในตลาดโลก ทำให้ส่งออกได้มากขึ้น การส่งออกที่มากขึ้นช่วยพยุงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ไว้ วิธีกระตุ้นการส่งออกแบบนี้ทำได้ง่าย เพราะฉะนั้น ยิ่งทำก็ยิ่งติดใจ ถ้าเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้มีแนวโน้มชะลอตัวเมื่อไรก็จะแก้ปัญหาง่ายๆ ด้วยการทำให้เงินของตัวเองอ่อนลง มารู้ตัวอีกทีเศรษฐกิจก็พึ่งพาการส่งออกมากเกินไปเสียแล้ว (ประเทศไทยส่งออกมากถึง 60% ของ GDP) ประเทศเหล่านี้จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำให้เงินของตัวเองอ่อนต่อไป มิฉะนั้นแล้ว อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของตนอาจถึงขั้นวิกฤตได้ ผลก็คือ ที่ผ่านมาค่าเงินดอลล่าร์แข็งกว่าที่มันควรจะเป็นตามกลไกตลาด เงินดอลล่าร์ที่แข็งเกินไป ทำให้สหรัฐฯ มีการนำเข้าสินค้าสูง ในขณะเดียวกันสินค้าของสหรัฐฯ ก็แพงจนขายไม่ออก สหรัฐฯ จึงขาดดุลการค้ามากขึ้นเรื่อยๆ ปกติแล้วถ้าขาดดุลการค้ามากๆ กลไกตลาดจะค่อยๆ ทำให้เงินอ่อนลง เมื่อเงินอ่อนลงการขาดดุลก็จะค่อยๆ ลดลงได้เองจนในที่สุดก็ไม่ขาดดุลอีกต่อไป แต่เนื่องจากมีการแทรกแซงตลาดโดยธนาคารกลางของประเทศส่งออกเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา เมื่อดอลล่าร์อ่อนลงเมื่อไร ธนาคารกลางเหล่านี้ก็จะรีบเข้าไปอุ้มดอลล่าร์ให้แข็งขึ้นมาใหม่ทันที ทำให้กลไกตลาดในการปรับสมดุลไม่ทำงาน การขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ จึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันนี้การเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกถูกพยุงไว้ด้วยความไม่สมดุลอันนี้ กล่าวคือ สหรัฐฯ รับบทเป็น “นักช้อปปิ้ง” ด้วยค่าเงินที่แข็งเกินจริงทำให้คนสหรัฐฯ มีอำนาจซื้อสูง ในขณะที่ประเทศในเอเชียทำหน้าที่เป็น “นักขายสินค้าเงินเชื่อ” กล่าวคือ ให้ลูกค้ายืมเงินเพื่อเอาเงินมาซื้อของจากนักขายสินค้าเองอีกที เพราะเวลาที่ประเทศเหล่านี้เข้าไปอุ้มเงินดอลล่าร์ ประเทศเหล่านี้ก็ใช้วิธีเข้าไปซื้อพันธบัตรสกุลเงินสหรัฐฯ … Continue reading 0081: Global Imbalance

0080: ระบอบทุนนิยม (3)

ระบอบเสรีนิยมฝากความหวังไว้กับรัฐบาล รัฐถูกเลือกตั้งมาแล้วจึงต้องเป็นแกนหลักในการทำให้ประชาชนกินดีอยู่ดีให้ได้  แต่ระบอบทุนนิยมเชื่อว่ารัฐควรปล่อยให้เอกชนแข่งขันกันอย่างเสรีมากกว่า แต่ก่อนนี้เราเชื่อว่า สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานจะต้องให้รัฐบาลทำเท่านั้นเพราะเป็นสินค้าจำเป็น ขืนปล่อยให้เอกชนทำ เอกชนจะผูกขาด สมัยก่อนจึงมีแต่โทรศัพท์บ้านขององค์การโทรศัพท์เท่านั้น ปรากฏว่า รัฐสามารถป้องกันเอกชนผูกขาดได้จริงๆ เพราะองค์การฯ ผูกขาดเสียเอง ค่าโทรศัพท์ขององค์การฯ ไม่แพง แต่ใครก็ตามที่จะขอโทรศัพท์ทีจะต้องขอล่วงหน้าอย่างน้อย 8 ปี ประชาชนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากขอหมายเลขจากองค์การฯ เท่านั้น ภายหลังมีการเปิดเสรีโทรศัพท์ขึ้น ทุกวันนี้เรามีหมายเลขโทรศัพท์บ้านให้ใช้แบบเหลือเฟือ ยังไม่นับหมายเลขโทรศัพท์มือถือที่ยิ่งมีมากกว่า ค่าโทรศัพท์ก็ถูกลงกว่าสมัยที่องค์การฯ ทำคนเดียวมาก เพราะเอกชนแข่งขันกันอย่างรุนแรงในตลาด หรืออย่างสมัยก่อนเราห้ามเอกชนนำเข้าบุหรี่เพราะกลัวเอกชนจะผูกขาดสิ่งเสพติด แต่พอเปิดเสรี ก็ไม่เห็นจะมีอะไรเกิดขึ้นนอกจาก ผู้บริโภคมีทางเลือกมากกว่าเดิมและรัฐเริ่มหันมารณรงค์ให้คนเลิกบุหรี่อย่างจริงจัง (แต่เดิมรัฐรณรงค์ไม่ได้เนื่องจากถ้าคนสูบน้อยลงรัฐจะเสียรายได้แต่ตอนหลังรัฐไม่ได้ขายเอง รัฐไม่ได้เป็นผู้เสียประโยชน์ รัฐจึงหันมารณรงค์อย่างหนัก) อย่าให้ผมต้องเล่าเรื่องของการบินไทยกับโลว์คอสต์แอร์ไลน์เลย ละครฉากเดียวกันเปี๊ยบ หรือเรื่องของรถรสพ.ก็เช่นเดียวกัน เวลาที่รัฐบาลสร้างถนนให้กับประชาชน เรามักรู้สึกดีใจที่รัฐบาลพัฒนาประเทศ เรารู้สึกอย่างนั้นเพราะเราคิดว่า รัฐบาลเป็นคนออกเงินสร้างถนนให้ เราคิดว่าภาษีเป็นเงินของรัฐบาล แต่ที่จริงแล้ว ภาษีคือเงินของประชาชน มันเป็นรายได้ส่วนหนึ่งของทุกคนที่นำมากองรวมกันไว้แล้วให้รัฐมีอำนาจในการตัดสินว่าจะใช้เงินนั้นอย่างไร การให้รัฐบาลเป็นผู้สร้างถนนก็คือการเอารายได้ส่วนหนึ่งของทุกคนมาสร้างถนนให้กับคนมีรถยนต์เท่านั้นซึ่งไม่ยุติธรรม ประเทศที่เป็นทุนนิยมมากๆ อย่างฮ่องกงจะให้เอกชนลงทุนสร้างอุโมงค์ข้ามเกาะให้หมดแล้วให้เอกชนเก็บเงินค่าใช้อุโมงค์จากคนขับรถเอาเอง ทุกวันคนขับรถในฮ่องกงจะต้องเสียเงินค่าผ่านอุโมงค์เป็นจำนวนมาก เพราะอุโมงค์ของเอกชนเหล่านี้เป็นเส้นทางจราจรหลักในเกาะฮ่องกงที่รถทุกคันต้องใช้ เราอาจรู้สึกไม่ชอบที่มีเอกชนมาเป็นเจ้าของถนน และทำไมเวลาจะไปไหนมาไหนทีเราจะต้องเสียเงินให้บริษัทอะไรก็ไม่รู้ด้วย แต่นั่นก็คือความยุติธรรมในสังคม ใครใช้ถนนมากก็ควรจ่ายมาก ไม่ใช่เอาเงินภาษีของส่วนรวมมาจ่าย ระบอบทุนนิยมมองว่าการให้รัฐบาลมีเข้ามีบทบาททางเศรษฐกิจคือการจำกัดเสรีภาพทางเศรษฐกิจของปัจเจกชน เป็นต้นว่า ถ้ารัฐบาลออกค่ารักษาพยาบาลให้ฟรีๆ รัฐบาลก็ต้องเอาเงินภาษีมาจ่าย ปัจเจกชนจึงต้องถูกบังคับไปในตัวว่า ทุกเดือนจะต้องนำรายได้ของตนกี่เปอร์เซนต์มาใช้จ่ายในเรื่องการรักษาพยาบาลโดยเฉพาะ มันจะไม่ดีกว่าหรือถ้ารัฐบาลปล่อยให้ประชาชนจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอาเอง วิธีนี้จะทำให้ทุกคนจะมีเสรีภาพในการเลือกว่าจะเจียดรายได้ส่วนตัวเท่าไรให้กับการรักษาพยาบาล คนที่เป็นห่วงสุขภาพมากหน่อยก็สามารถเจียดได้มากหน่อย คนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นมากกว่าก็เจียดน้อยหน่อย ไม่ต้องถูกบังคับว่าต้องเจียดเท่าไรโดยรัฐบาล ปกติรัฐบาลมีอำนาจควบคุมปัจเจกชนในด้านรัฐศาสตร์มากอยู่แล้วอย่าให้รัฐบาลมีอำนาจควบคุมปัจเจกชนในด้านเศรษฐศาสตร์อีกด้วยเลย ระบอบทุนนิยมมองว่าระบอบประชาธิปไตยที่ว่าดีนั้น ที่จริงเป็นระบอบที่คุ้มครองเสรีภาพให้กับเสียงส่วนใหญ่เท่านั้น สมมติว่าคนส่วนใหญ่ชอบดูมวยมากๆ พรรคการเมืองที่มีนโยบายบังคับให้ทีวีต้องฉายแต่มวยอย่างเดียว … Continue reading 0080: ระบอบทุนนิยม (3)

0079: Carlos Ghosn

ตื่นเต้นครับ สัปดาห์ที่ผ่านมา Carlos Ghosn ซีอีโอของ Nissan มาเยือนเมืองไทย เขาคือผู้ที่พลิกฟื้นบริษัทผลิตรถยนต์ที่ขาดทุนอย่างนิสสันให้กลับมามีกำไรได้อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่านายคนนี้จะทำได้ เขามีเชื้อสายเลบานอน เกิดในบราซิล โตในฝรั่งเศส และมีประสบการณ์การทำงานในสหรัฐฯ แต่สามารถทำงานร่วมกับคนญี่ปุ่นซึ่งมีวัฒนธรรมเฉพาะและกลายเป็นฮีโร่ของคนงานชาวญี่ปุ่นได้ ติดตามชมกาแฟดำสัมภาษณ์ Carlos Ghosn สุดยอดผู้จัดการของโลกคนนี้ได้ ในรายการชีพจรโลกทาง ModernineTV วันจันทร์ที่ 2 กค ศกนี้ เวลา 2200 น. ครับ (ตกลงคุณปลื้มเปลี่ยนมาใช้ Nissan นะครับ เฮ้อทำซะเป็นเรื่องใหญ่โต)

0077: ระบอบทุนนิยม (2)

ระบอบทุนนิยมเชื่อว่าระบอบคอมมิวนิสต์นั้นไม่ได้ผลเพราะเป็นระบบที่ขาด “แรงจูงใจ” ในการผลิต เมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้ว มีหลายประเทศที่เปลี่ยนระบอบการปกครองไปเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ ช่วงแรกๆ ประชาชนมีความสุขมากเพราะทุกคนได้รับการรับรองว่าจะมีข้าวกินทุกมื้ออย่างเท่าเทียม แต่หลังจากนั้นไม่เกินยี่สิบปีให้หลัง ประชาชนก็เริ่มเรียนรู้ว่า คนที่ผลิตมากกับคนที่ผลิตน้อยจะได้รับแจกผลผลิตเท่ากันเสมอ ดังนั้นทุกคนจึงมีแรงจูงใจที่จะทำงานน้อยลง อัตราการเติบโตของผลผลิตมวลรวมของประเทศที่เปลี่ยนเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ยี่สิบปีให้หลังถดถอยลงทุกประเทศ ประเทศจีนนั้นหนักกว่าเพื่อนหน่อย จีดีพี ถึงขั้นติดลบ พรรคคอมมิวนิสต์จีนจำเป็นต้องโฆษณาชวนเชื่อด้วยการจัดฉากเอาผลผลิตจำนวนมากสุดลูกหูลูกตามากองรวมกันให้คนดูในทีวีทุกปีว่าระบอบคอมมิวนิสต์สามารถจัดเก็บผลผลิตจากคอมมูนได้มากขนาดไหน ทั้งที่จริงๆ แล้วเก็บได้น้อยลงเรื่อยๆ แต่มาตรการนี้ไม่ได้ผล แต่ละคอมมูนเห็นภาพในทีวีแล้วก็ประหลาดใจว่า ทำไมคอมมูนอื่นถึงส่งผลผลิตให้รัฐได้มากในขณะที่คอมมูนของตัวเองผลิตอะไรไม่ได้เลย แต่ทุกคอมมูนก็ไม่รู้สึกเดือดร้อนอยู่ดี เพราะถึงแม้เราผลิตไม่ได้แต่คนอื่นผลิตได้ เราก็จะได้รับส่วนแบ่งจากผลผลิตนั้นอยู่ดี ระบบคอมมิวนิสต์จึงทำให้ ทุกคนจนลงเรื่อยๆ อย่างเท่าเทียมกัน คนในสังคมบางส่วนที่ยินดีที่จะทำงานหนักเพื่อแลกกับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นต่างพยายามลักลอบหนีออกจากประเทศซึ่งมีโทษถึงตาย สิ่งหนึ่งที่ระบอบสังคมนิยมยอมให้มีไม่ได้โดยเด็ดขาดคือ “ภาคเอกชน” เพราะถ้ายอมให้มีภาคเอกชน ความเลื่อมล้ำทางสังคมจะเกิดขึ้นทันที ในยุคของสหภาพโซเวียดนั้น เวลาที่หลอดไฟในห้องครัวของคุณขาด คุณจะต้องทำเรื่องขอเปลี่ยนหลอดไฟจากรัฐบาลกลาง ซึ่งต้องใช้เวลาอีก 3 เดือนกว่าที่รัฐบาลจะนำหลอดไฟดวงใหม่มาเปลี่ยนให้ เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐฯ ไม่เห็นว่าจะต้องรีบร้อนไปเพื่ออะไร ทำงานมากขึ้นเงินเดือนก็เท่าเดิม คนที่ทนให้บ้านมืดสนิทตลอดสามเดือนไม่ได้มักลักลอบซื้อหลอดไฟจาก “ตลาดมืด” มาใช้แทน คนที่ขายหลอดไฟเหล่านี้ทำผิดกฎหมายที่เป็นภัยต่อระบบสังคมนิยมอย่างร้ายแรงเพราะลักลอบทำธุรกิจ พวกเขาจะได้กำไรจากการขายหลอดไฟและทำให้พวกเขามีฐานะที่ดีกว่าคนอื่นในที่สุด แต่ระบอบทุนนิยมเห็นว่า “กำไร” นี่แหละคือสิ่งที่สร้างแรงจูงใจให้คนผลิต ผลผลิตของประเทศภายใต้ระบอบทุนนิยมจะสูงกว่าระบอบสังคมนิยม ในขณะเดียวกัน การปล่อยให้เอกชนแข่งขันกันได้อย่างเสรี จะช่วยทำให้ไม่มีเอกชนคนไหนได้กำไรมากเกินไป เพราะคู่แข่งขันจะคอยผลิตแข่งเพื่อแย่งชิงกำไรนั้น ที่สุดแล้วระบอบทุนนิยมจะให้ผลผลิตได้มากกว่าในขณะที่มีการแข่งขันคอยป้องกันมิให้มีใครได้กำไรมากจนเกินไป ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนยังจำเป็นต้องมีอยู่เพื่อสร้างแรงจูงใจในการผลิต แต่ผลผลิตที่มากกว่าทำให้ทั้งคนรวยและคนจนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ อันที่จริงระบอบเสรีนิยมก็เป็นอีกระบอบหนึ่งที่เห็นด้วยกับการใช้ตลาดเป็นผู้จัดสรรทรัพยากร แต่ระบอบทุนนิยมต่างกับเสรีนิยมตรงที่ ระบอบเสรีนิยมยังคิดว่าตลาดและรัฐบาลต้องประสานกันถึงจะดีที่สุด ในขณะที่ระบอบทุนนิยมเชื่อว่ายิ่งรัฐบาลเข้ามาแทรกแซงตลาดได้น้อยเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น คราวต่อไปจะขอเอาระบอบเสรีนิยมกับระบอบทุนนิยมจะเจอกันหน่อยแบบตัวต่อตัว

0076: อย่ากลัวความล้มเหลว

ปี 1831 – ล้มเหลวในธุรกิจ ปี 1832 – ลงสมัครสส.แต่พ่ายแพ้การเลือกตั้ง ปี 1834 – ลองทำธุรกิจอีกครั้งแต่ประสบความล้มเหลว ปี 1835 – เพื่อนหญิงเสียชีวิต ปี 1836 – จิตใจกระทบกระเทือน จนเกิดอาการ nervous breakdown ปี 1838 – กลับมาลองสมัครสส.อีกครั้ง แต่พ่ายแพ้การเลือกตั้งอีก ปี 1843 – ลงสมัครสมาชิกสภาคองเกรส แต่พ่ายแพ้ ปี 1846 – ลงสมัครสมาชิกสภาคองเกรสอีกครั้ง แต่พ่ายแพ้ ปี 1848 – ลงสมัครสมาชิกสภาคองเกรสอีกเป็นครั้งที่สาม แต่พ่ายแพ้ ปี 1855 – ลงสมัตรวุฒิสมาชิก แต่พ่ายแพ้ ปี 1856 – ลงสมัครรองประธานาธิบดี แต่พ่ายแพ้ ปี 1858 … Continue reading 0076: อย่ากลัวความล้มเหลว