0009: โรงงานชิ้นส่วนแถวพระราม 2

เคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไมถนนพระราม 2 (ธนบุรี-ปากท่อ) จึงมีโรงงานประเภทโรงกลึงโรงหล่อชิ้นส่วนอะไหล่ต่างๆ โดยเฉพาะอะไหล่รถยนต์เป็นจำนวนมาก ที่นี่มีโรงงานประเภทนี้มาตั้งอยู่มากจนกลายเป็นย่านคล้ายกับที่ไมเคิล อี.พอร์เตอร์เรียกว่า “คลัสเตอร์” เลยทีเดียว

ผมไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่คิดว่าน่าจะเป็นเพราะที่จุดนี้ใช้เวลาเดินทางไปนิคมอุตสาหกรรมที่ชลบุรีกับที่อยุธยาเท่ากันพอดี โรงงานชิ้นส่วนเล็กๆ เหล่านี้รับจ้างผลิตอะไหล่รถยนต์ให้กับโรงงานในนิคมทั้งสองแห่งนี้เป็นจำนวนมาก การตั้งอยู่ที่นี่จะทำให้ส่งของได้เร็วที่สุด บริษัทแรกที่มาตั้งโรงงานแถวนี้ได้เปรียบคู่แข่งเรื่องเวลาในการขนส่ง ทำให้คู่แข่งที่กลัวเสียเปรียบพากันย้ายมาตั้งโรงงานแถวนี้บ้าง สุดท้ายแล้วทุกรายก็ย้ายมาตั้งโรงงานที่นี่กันหมด เลยไม่มีใครเสียเปรียบใครอีกต่อไป แต่ทั้งอุตสาหกรรมก็มีต้นทุนต่ำลงและที่นี่ก็กลายเป็นย่านขึ้นมา

ในการผลิตรถยนต์ เวลาขนส่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะรถยนต์มีส่วนประกอบเป็นหมื่นเป็นแสนชิ้น ถ้า line การผลิตจะต้องมารออะไหล่แค่ชิ้นสองชิ้น จะเสียหายหนัก ระยะทางในการขนส่งจึงเป็นประเด็นสำคัญและทำให้พระราม 2 ซึ่งที่ดินราคาไม่แพงจนเกินไปสำหรับการสร้างโรงงานแต่มีสาธารณปูโภคพร้อมพอสมควรกลายเป็นทำเลที่เหมาะสมสำหรับโรงงานชิ้นส่วนเหล่านี้

เพราะส่วนประกอบของรถยนต์มีมาก โรงงานประกอบรถยนต์จึงติดต่อกับ suppliers เป็นพันๆ รายไม่ไหว supply chain ของอุตสาหกรรมนี้จึงมีการแบ่ง suppliers ออกเป็น tiers กล่าวคือ โรงงานประกอบรถยนต์จะซื้อส่วนประกอบชิ้นใหญ่จาก tier 1 suppliers แค่ไม่กี่รายเท่านั้น โดย tier 1 suppliers เหล่านี้จะประกอบชิ้นส่วนใหญ่ขึ้นมาจากชิ้นส่วนเล็กที่ซื้อมาจาก tier 2 suppliers อีกที ซึ่ง tier2 suppliers ก็จะซื้ออะไหล่เล็กๆ จาก tier 3 suppliers อีกทอดหนึ่ง โรงงานประกอบรถยนต์จึงไม่ต้องปวดหัวมาก เพราะใช้วิธีไล่บี้ suppliers เพียงไม่กี่รายให้ไปไล่บี้ต่อกันเป็นทอดๆ 

โรงงานประกอบรถยนต์ส่วนใหญ่เป็นโรงงานญี่ปุ่น ซึ่งเวลาเขามาตั้งโรงงานในไทย เขาจะหอบเอา tier 1 suppliers ของเขาจากญี่ปุ่นมาด้วยเป็นยวง เพราะเขาทำงานกันมานานรู้ใจกันดีว่าบริษัทพวกนี้ทำงานได้มาตรฐาน ดังนั้น tier 1 ในประเทศไทยจึงเป็นบริษัทจากประเทศญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่ พวกนี้มักตั้งโรงงานอยู่ในนิคมเดียวกันกับลูกค้าเลยและมักเป็นบริษัทใหญ่

ส่วนพวก Tier 2 ก็จะเป็นญี่ปุ่นบ้าง ไทยบ้าง แต่ถ้าเป็นไทยจะต้องเป็นบริษัทใหญ่ๆ เท่านั้น เพราะส่วนใหญ่แล้วจะต้องเป็นโรงงานที่มีมาตรฐานสูงมากเท่านั้นจึงจะเป็น tier 2 ได้ (ต้องมีพวก ISO ฯลฯ) บริหารจัดการแบบคนไม่มีความรู้ไม่ได้ 

ที่เหลือคือ Tier 3 และ 4 พวกนี้เป็นโรงงานห้องแถวเล็ก ๆ รับจ้างผลิตชิ้นส่วนที่ไม่สำคัญ ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เน้นราคาถูกเป็นหลัก เจ้าของเป็นคนไทย การศึกษาไม่สูง เป็นธุรกิจครอบครัว โรงงานพวกนี้ก็คือโรงงานชิ้นส่วนแถวพระราม 2 นั้นเอง

โรงงานเหล่านี้เผชิญการแข่งขันสูงมากเนื่องจากเป็นสินค้า low tech มีคนทำได้มาก อำนาจต่อรองกับลูกค้าก็น้อยเนื่องจากลูกค้าเป็นบริษัทใหญ่กว่า ส่วนใหญ่แล้วชิ้นส่วนเหล่านี้ต้องแข่งราคาอย่างเดียวเพราะเป็นชิ้นส่วนมาตรฐานไม่มีความแตกต่าง โรงงานเหล่านี้จึงต้องดำเนินกลยุทธ์ low cost อย่างเดียว ทำยังไงก็ได้ให้ต้นทุนต่ำที่สุดเท่านั้น สาเหตุที่พวก tier 1-2 ไม่ทำของพวกนี้เองเพราะชิ้นส่วนมาตราฐานไม่มีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของบริษัท ถือเป็น non-strategic activities เก็บเงินไว้ลงทุนในเครื่องจักรที่ต้องใช้ know-how ที่สร้างความแตกต่างให้บริษัทได้จะดีกว่า

ต้นทุนค่าแรงของโรงงานแถวพระราม 2 เหล่านี้ไม่ต่างกัน เพราะจ้างคนระดับเดียวกันในระแวกเดียวกันมาทำ ต้นทุนวัตถุดิบก็ไม่ต่างกันเพราะโลหะเป็นวัตถุดิบที่มีราคาตลาดโลกเป็นเกณฑ์ สุดท้ายแล้วพวกนี้จึงแข่งกันที่ต้นทุนเครื่องจักรอย่างเดียว…

โรงงานที่ซื้อเครื่องจักรมือหนึ่งจะเสียเปรียบเรื่องต้นทุนเพราะมีราคาแพง โรงงานที่ได้เปรียบกลายเป็นโรงงานที่ซื้อเครื่องจักรมือสองจากไต้หวันเข้ามา เครื่องจักรพวกนี้ราคาจะต่ำกว่าของใหม่มาก แต่มีข้อเสียคือเครื่องติดบ่อย แต่ถ้าเจ้าของดูแลใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมงก็ไม่มีปัญหา การแข่งขันระหว่างโรงงานที่ใช้เครื่องจักรมือสองด้วยกันจึงอยู่ที่ใครจะทำให้เครื่องเดินต่อเนื่องได้มากที่สุด เพื่อให้ได้ต้นทุนเฉลี่ยต่ำที่สุด โรงงานเหล่านี้จึงมักต้องทำทั้งวันทั้งคืนเพื่อให้ได้เปรียบเรื่องต้นทุนกับคู่แข่ง จะได้ขายราคาต่ำกว่าคู่แข่งได้ ถ้าไม่เดินเครื่องตลอดเวลา เจอคู่แข่งที่เขาเดินเครื่องตลอดเวลาตัดราคาแย่ง order ไปก็จบเห่ ธุรกิจนี้ลำบากจริงๆ งานหนักและกำไรน้อย

ดูๆ ไป การที่ต่างประเทศมาลงทุนสร้างโรงงานรถยนต์ในไทย เราได้ประโยชน์แค่การจ้างงานเท่านั้น เพราะ tier 1 suppliers ยังเป็นบริษัทต่างประเทศอยู่ดี บริษัทคนไทยมีโอกาสทำได้แค่ของมาตรฐานป้อนโรงงานเหล่านี้เท่านั้น ไม่มี technology transfer และ value-added ก็น้อยมากๆ

0005: วิธีแก้พนักงานโกงเงินที่ A&W

ผมไป A&W ที่ปั้มน้ำมันแห่งหนึ่งมา ที่หน้าเครื่องแคชเชียร์เขาติดป้ายว่า “ฟรี รูทเบียร์หนึ่งแก้ว ถ้าหากท่านไม่ได้รับใบเสร็จจากพนักงาน”

นี่คงเป็นวิธีแก้ปัญหาพนักงานโกงเงิน เพราะการขายอาหารนั้นค่อนข้างตรวจสอบยากว่าพนักงานเก็บเงินสดแล้วแอบเอาใส่กระเป๋าตัวเองโดยไม่คีย์เข้าเครื่องแคชเชียร์หรือไม่ เพราะอาหารทำแล้วต้องมีขาดมีเกินกันบ้าง การมั่วจะมีสูง

วิธีนี้เป็นวิธีที่แยบยล เพราะจะป้องกันปัญหาได้โดยที่บริษัทไม่ต้องเสียรูทเบียร์ให้ลูกค้าเลย ลองคิดดูสิครับว่าถ้าพนักงานไม่ออกใบเสร็จให้คุณ คุณจะทำยังไง คุณก็จะเรียกร้องรูทเบียร์ใช่ไหม พนักงานก็ต้องออกใบเสร็จให้ แต่ถ้าพนักงานออกใบเสร็จให้ คุณก็ย่อมไม่มีสิทธิได้รูทเบียร์ สรุปแล้ววิธีนี้บริษัทจะสามารถปัองกันพนักงานโกงเงินได้โดยให้คุณช่วยเป็นหูเป็นตาให้ฟรีๆ

0002: เกมระหว่างกระทรวงการคลังกับธนาคารกลาง

มีเกมที่น่าสนใจเกมหนึ่งที่ผมไม่ได้ใส่ไว้ในหนังสือของผมเนื่องจากไม่ใช่เรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวันแต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิชาเศรษฐศาสตร์ เกมนี้มีชื่อว่า เกมระหว่างกระทรวงการคลังกับธนาคารกลาง

กระทรวงการคลังมีหน้าที่กำหนดนโยบายการคลัง ได้แก่ การจัดทำงบประมาณขาดดุล การเก็บภาษี เป็นต้น ส่วนธนาคารกลางมีอำนาจในการกำหนดนโยบายการเงิน ได้แก่ การกำหนดอัตราดอกเบี้ย การควบคุมปริมาณเงิน เป็นต้น นโยบายของทั้งสององค์กรนี้มีผลอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาวแต่นโยบายของทั้งสองก็มีโอกาสที่จะไปคนละทางกันได้เสมอ…

กระทรวงการคลังบริหารโดยฝ่ายการเมืองซึ่งก็คือพรรคการเมืองที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชอบรัฐบาลที่มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ได้แก่ การทำงบประมาณขาดดุล การลดภาษี เป็นต้น รัฐบาลที่ขึ้นมาบริหารประเทศซึ่งจำเป็นต้องมองระยะสั้นไว้ก่อนเพราะมักอยู่ได้ไม่นาน ก็มักเอาใจประชาชนด้วยการจัดทำงบประมาณขาดดุล และ/หรือ ลดภาษี ไว้ก่อน ผลกระทบของนโยบายการคลังแบบหลวมคือเศรษฐกิจจะมีความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อในระยะยาว

ธนาคารกลางเป็นหน่วยงานอิสระที่ตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายการเงิน ผู้ว่าธนาคารกลางมักอยู่ในอำนาจได้นานกว่าฝ่ายการเมืองจึงมักให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของเศรษฐกิจในระยะยาวมากกว่า ดังนั้นธนาคารกลางจึงมักเลือกใช้นโยบายการเงินที่รัดกุม เช่น การขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อเป็นการควบคุมอัตราเงินเฟ้อในระยะยาวให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตแบบมีเสถียรภาพในระยะยาว

ปัญหาก็คือว่านโยบายดอกเบี้ยสูงจะกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้นทำให้นโยบายการคลังแบบหลวมที่กระทรวงการคลังมักเลือกใช้ไม่ได้ผล ทั้งสององค์กรนี้จึงมีโอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งกันอยู่เสมอ อันที่จริงปัญหายังซับซ้อนกว่านี้อีก เพราะสองนโยบายนี้นอกจากจะขัดแย้งกันในแง่ของเศรษฐกิจภาพรวมแล้ว ผลกระทบของอุตสาหกรรมบางกลุ่มจะรุนแรงไม่เท่ากันอีกด้วย ถ้าคลังทำงบประมาณขาดดุลมากๆ ในขณะที่ธนาคารกลางในนโยบายดอกเบี้ยสูง การขาดดุลมากๆ จะต้องกู้เงินเลยยิ่งทำให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นไปใหญ่ ดอกเบี้ยที่สูงเกินไปจะกระทบบางอุตสาหกรรมมากเป็นพิเศษ เช่น อสังหา รถยนต์ เป็นต้น เงินทุนต่างประเทศจะไหลเข้ามากเพราะอัตราดอกเบี้ยที่ดึงดูด เงินบาทจะแข็งทำให้กระทบภาคส่งออก

นักเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยพรินสตันท่านหนึ่งที่ชื่อว่า Alan Blinder สามารถใช้ทฤษฎีเกมอธิบายความขัดแย้งระหว่างสององค์กรที่ซับซ้อนนี้ได้อย่างมหัศจรรย์ เกมนี้เป็นเกมแห่งความลำบากใจของจำเลย (Prisoners’ Dilemma) ตารางผลตอบแทนของเกมนี้เป็นดังภาพข้างล่าง ให้ตัวเลขในตารางแสดงระดับของความพอใจต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นของแต่ละฝ่าย เริ่มจาก 1 คือชอบที่สุดถึง 4 คือไม่ชอบมากที่สุด

จะเห็นได้ว่า งบประมาณขาดดุลเป็นกลยุทธ์เด่นของกระทรวงการคลัง และนโยบายดอกเบี้ยสูงเป็นกลยุทธ์เด่นของธนาคารกลาง เราจึงมักเห็นทั้งสองเลือกทางเลือกเช่นนั้น (3,3) แต่ถ้าทั้งสองรู้จักร่วมมือกันโดยที่กระทรวงการคลังใช้นโยบายเกินดุลในขณะที่ธนาคารกลางเลือกนโยบายดอกเบี้ยต่ำ ผลตอบแทนของทั้งสองฝ่ายและของประเทศโดยรวมกลับจะสูงกว่า (2,2) แต่ทั้งคู่มักไม่ร่วมมือกันเนื่องจากไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะจริงใจหรือไม่ เป็นต้นว่า ถ้าคลังยอมจัดทำนโยบายเกินดุล คลังจะแน่ใจได้อย่างไรว่าธนาคารกลางจะไม่หักหลังด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพราะถ้าธนาคารกลางทำอย่างนั้น ธนาคารกลางจะได้ผลประโยชน์สูงที่สุด (1) ความร่วมมือระหว่างสององค์กรนี้จึงเกิดขึ้นไม่ได้

อย่างไรก็ดี อย่าคิดแก้ปัญหานี้ด้วยการให้ธนาคารขึ้นตรงกับกระทรวงการคลังโดยเด็ดขาด เพราะทันทีที่เป็นอย่างนั้น คลังจะใช้นโยบายขาดดุลและสั่งให้ธนาคารกลางลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ภาวะเงินเฟ้อจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน