• Uncategorized

    0046: ย้อนรอยธุรกิจห้างสรรพสินค้า

    ลองย้อนรอยกลับไปดูธุรกิจห้างสรรพสินค้าในยุคก่อนสิครับมีอะไรที่น่าสนใจเหมือนกัน ดูผิวเผินแล้วเหมือนธุรกิจนี้จะเป็นธุรกิจที่ยั้งยืน แต่ถ้าลองนึกถึงชื่อเหล่านี้แล้วจะบอกได้ทันทีว่ามันเป็นธุรกิจที่ฉาบฉวยเอามากๆ : ห้างใต้ฟ้า ห้างแก้วฟ้า ห้างไดมารู ห้างบิกเบล ห้างบางลำภู ห้างโอเดียน ห้างเมอรี่คิงส์ ห้างเมโทร ห้างคาเธ่ย์ ห้างนิวเวิร์ด ห้างเวลโก้ จัสโก้ โซโก้ เยาฮัน แพลงตอง ห้างดีเซมเบอร์ หรือแม้แต่ห้างเอทีเอ็ม บริษัทในอุตสาหกรรมนี้มีอายุขัยที่ค่อนข้างสั้น ไม่ได้อยู่ยกคงกะพันอย่างที่คิด พวกมันล้วนเข้าสู่ยุคทองของมันอย่างรวดเร็วภายในปีแรกๆ แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยๆ เสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ จนเจ๊งในที่สุด มันเป็นเช่นนี้ตั้งแต่ก่อนที่โมเดิร์นเทรดจะเข้ามาเสียอีก ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ผมคิดว่าสมัยก่อนห้างฯ ยังเป็นของหรูเกินไปเมื่อเทียบกับกำลังซื้อของคนไทย (ติดแอร์ทั้งร้าน มีพนักงานแต่งเครื่องแบบคอยบริการทั่วทุกจุด ขายสินค้าแพงกว่าข้างนอกมาก) พวกมันมีความเป็น “ที่ไปเที่ยว” (aka “ที่ตากแอร์”) มากกว่าที่จะเป็น “ที่ซื้อของ” สำหรับคนสมัยก่อน คนสมัยก่อนซื้อกับข้าวในตลาดสด ซื้อของใช้จากร้านโชว์ห่วย ส่วนถ้าเป็นของเฉพาะกิจจริงๆ ก็จะเดินทางไปซื้อในย่านที่ขายของอย่างนั้นโดยเฉพาะ เช่น เฟอร์นิเจอร์ซื้อแถวสวนมะลิ เครื่องใช้ไฟฟ้าซื้อแถวคลองถม เป็นต้น กรุงเทพสมัยก่อนรถไม่ติด การวิ่งไปยังย่านแต่ละย่านเพื่อซื้อทีละอย่างในราคาถูกคิดแล้วยังคุ้มกว่าการไปซื้อทั้งหมดเทียวเดียวในห้างสรรพสินค้า ด้วยเหตุที่ห้างมีความเป็น “ที่เที่ยว” มากกว่า “ที่ซื้อของ” ทำให้ทุกห้างต้องคอยหา “ของแปลก” เพื่อดึงดูดคนให้มาเดินให้ได้ เรื่องนี้เล่าไปก็เหมือนเอาเรื่องเชยๆ ของคนยุคก่อนมาประจานให้เด็กสมัยนี้ฟัง ที่ฮือฮามากคือห้างไดมารูเพราะเป็นห้างแรกที่นำเอา “บันไดเลื่อน” มาจากประเทศญี่ปุ่น คนกรุงเทพทั้งเมืองสมัยนั้นถึงกับแห่กันไปดู “บันไดเลื่อน” อายเด็กสมัยนี้จริงๆ ไม่รู้สมัยนั้นทำไปได้ยังไงไปดูบันไดเลื่อน ห้างที่เป็นถือสุดยอดในการหาของแปลกมาให้คนดูได้ตลอดคือ ห้างพาต้าปิ่นเกล้า สมัยนั้นปิ่นเกล้าจัดว่าเป็นบ้านนอก แต่พาต้าอาจหาญไปเปิดอย่างโดดเดี่ยว พาต้าจึงต้องหา “ของแปลก” มา entertain คนดูอย่างหนักไม่ว่าจะเป็น น้ำพุสายรุ้ง ลิฟต์แก้ว นกเพนกวิน คิงคอง เป็นต้น สมัยนั้นนับว่าห้างพาต้าปิ่นเกล้าเป็นห้างของคนไทยห้างหนึ่งที่ดังมากๆ แต่ที่สุดแล้วทุกห้างก็ต้อง “หมดมุข” ทำให้ห้างเป็นธุรกิจที่ไม่ยั้งยืน เหมือนสนามกอล์ฟ หรือผับที่คนเที่ยวจะชอบของใหม่มากกว่า คนเบื่อตึกเก่าๆ ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าของก็มักจะไม่สู้ต่อไปด้วยการ renovate อีกแล้ว เพราะยังไงน้ำพริกถ้วยเก่าก็สู้น้ำพริกถ้วยใหม่ไม่ได้ เจ้าของส่วนใหญ่จะค่อยๆ ปล่อยให้ห้างเก่าลงเรื่อยๆ จนเจ๊งไปเอง หรือไม่บางทีก็แกล้งทำให้ไฟไหม้เพื่อเอาประกัน จะแปลกกว่าชาวบ้านก็เห็นจะเป็นห้างเซ็นทรัล (บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ป) เท่านั้นที่ไม่ตาย แม้ว่าช่วงหนึ่งจะเกือบไม่รอดเพราะโดนโมเดิร์นเทรดตีอย่างหนัก ซึ่งที่จริงแล้วเซ็นทรัลไม่น่าจะอยู่รอดได้ แต่ความที่เจ้าของห้างนี้มีความกระเสือกกระสนที่จะอยู่รอดให้ได้ จึงปรับองค์กรอย่างหนัก ด้วยการค่อยเปลี่ยนจากการบริหารแบบสาขาใครสาขามันกลายเป็นการบริหารแบบแยกตามประเภทของสินค้า (powerbuy, homework, b2s, tops,…

  • Uncategorized

    0045: my all-time favorite films

    1. Shawshank Redemption Stephen King’s Shawshank Redemption was inspired by a true story of a prisoner who miraculously escaped from the Alcathaz. The writer added a lot of feeling into the factual story. I love this film because it’s such a great story of hope, no matter how glimmering it is. 2. Good Will Hunting Will Hunting (Matt Demon) was a mathematical genius who ironically worked as a janitor at MIT. Because of his painful childhood experience, he grew up as a guy who’s afraid of intimacy. After he met a shrink (Robin Williams), he finally learned how to live his life. 3. Three Fugitives As far as I remember,…

  • Uncategorized

    0042: Tag Book Meme

    ได้รับการ Tag Book Meme จาก Khun T เจ้าของบล็อก ThaiBaht ที่ให้หยิบหนังสือที่ใกล้ที่สุดมาแล้วเปิดไปหน้า ๑๒๓ เลือกประโยคที่สี่ แล้วโพสอีกสามประโยคหลังจากนั้น ก็คือ ประโยคที่ห้าถึงเจ็ด เข้าใจถูกหรือเปล่าหว่า ใส่ชื่อผู้แต่งและชื่อหนังสือ แล้วก็แท็คต่อไปอีกสองคน ประมาณนี้น่ะครับ มองไปรอบๆ หนังสือที่ใกล้ที่สุดเห็นจะเป็น Dictionary เหอๆ ปล่อยมุกครับ But life isn’t that simple. There’s a catch: improving the product increases the cost. Likewise, if you cut costs, you compromise your product. There’s a quality-cost trade-off. จากหนังสือ Co-opetition โดย Adam M.Brandenburger and Barry J.Nalebuff เป็นหนังสือเกี่ยวกับทฤษฎีเกมในโลกธุรกิจครับ ขอโยนให้ พี่เจย์โชว์ และ พี่ไท้ ละกัน

  • Uncategorized

    0041: ไทยในเวทีโลก (ในรอบ 30 ปี)

    1. ยุค “แฟนฉัน” (ยุคปี 80’s)  ในยุคแฟนฉัน ประเทศไทยส่งออกสินค้าเกษตรเป็นหลักโดยเฉพาะ ข้าว เพราะเราผลิตข้าวได้เกินความต้องการบริโภคภายในประเทศ ในขณะเดียวกัน เรานำเข้าน้ำมันเป็นจำนวนมาก เพราะประเทศไทยไม่มีน้ำมันเป็นของตัวเอง ทุกปีเราจะต้องส่งออกข้าวให้ได้มากกว่าความต้องการบริโภคน้ำมันภายในประเทศแต่ส่วนใหญ่แล้วเราทำไม่ได้เราจึงใช้วิธีการกู้เงินจากต่างประเทศมาโป๊ะ ดุลการค้าขาดดุล รัฐบาลสมัยนั้นจะต้องรณรงค์ให้คนไทยใช้ของไทยกันเป็นการใหญ่ (จนเป็นที่มาของเพลงเมดอินไทยแลนด์) ในบางช่วงน้ำมันในตลาดโลกมีราคาสูง รัฐถึงกับต้องสั่งให้งดรายการโทรทัศน์ในช่วงหัวค่ำเพื่อลดการใช้ไฟฟ้าของประชาชน เรื่องนี้ทำให้คิดขึ้นมาได้ว่าประเทศไทยอยู่โดดเดี่ยวไม่ได้นอกเสียจากเราจะหันมาใช้เกวียนเป็นพาหนะเพราะเราไม่มีน้ำมัน ในยุคแฟนฉันยังไม่มีการลงทุนจากต่างประเทศการจ้างงานจึงมีน้อย รัฐบาลต้องใช้วิธีรับคนเข้ามาทำงานในภาคราชการมากๆ เพื่อแก้ปัญหาคนว่างงานจนกลายเป็นปัญหาคนล้นงานในภาคราชการมาจนถึงปัจจุบัน 2. ยุค “สาวโรงงาน”(ยุคปี 90’s จนถึงปัจจุบัน)  ต่อมาญึ่ปุ่นจำเป็นต้องย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียนเพื่อลดแก้ปัญหาเงินเยนแข็งค่า เงินลงทุนทางตรงมหาศาลจึงไหลเข้าประเทศไทยเพื่อมาสร้างโรงงานทำให้เราได้ดุลบัญชีทุนมหาศาล ไม่ต้องกลัวที่จะไม่มีน้ำมันใช้เพราะเราไม่ขาดแคลนเงินตราต่างประเทศอีกต่อไป นอกจากนี้เมื่อโรงงานเหล่านั้นสร้างเสร็จก็เริ่มผลิตสินค้าอุตสาหกรรมส่งออกไปขายยังต่างประเทศ เราส่งออกได้มากขึ้นมาก และขึ้นมาเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเป็นหลักแทนที่สินค้าเกษตรอีกด้วย การสร้างโรงงานจำนวนมากทำให้เกิดการจ้างงานมหาศาลจนทำให้ประเทศไทยในยุคสาวโรงงานกลายเป็นประเทศที่ขาดแคลนแรงงานตลอดเวลา การว่างงานไม่ใช่ปัญหาของประเทศนี้อีกต่อไป 3. ยุค “ท่องเที่ยว”(ปี 2005 เป็นต้นไป)  เวลานี้จีนกำลังอาสาเข้ามาเป็นโรงงานอุตสาหกรรมของโลกด้วยค่าแรงที่ถูกกว่า ความโดดเด่นของไทยในฐานะของฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมจึงน้อยลง การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของไทยในยุคต่อไปจะไม่ถึงกับลดลงเพียงแต่จะเติบโตช้ากว่าแต่ก่อน ไทยยังมีความน่าสนใจอยู่บ้างในแง่ของการใช้เป็น backup site ของโรงงานในจีนและเวียดนามได้ ต่อไปรายได้จากการท่องเที่ยวน่าจะก้าวขึ้นมาเป็นรายได้หลักของไทยแทนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนไปเป็นประเทศที่ส่งออกการท่องเที่ยวเป็นหลัก น่าติดตามว่าดุลการค้าของไทยในยุคต่อไปจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร การท่องเทียวจะสามารถเติบโตได้ทันการบริโภคน้ำมันภายในประเทศได้หรือไม่ เดี๋ยวนี้เวลาจะมองหาหุ้นสำหรับถือยาวมากๆ ผมเลิกมองหุ้นที่ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมไปแล้วครับ แต่ถ้าเป็นการเล่นสั้นๆ แนวโน้มอันนี้ก็คงไม่มีผลอะไร เพราะมันเป็นสิ่งที่จะค่อยๆ เกิดขึ้นอย่างช้าๆ อย่างเช่น ในอุตสาหกรรมรถยนต์ การย้ายฐานการผลิตจะมี swithing cost สูงมากเพราะต้องย้ายกันไปทั้งคลัสเตอร์ ดังนั้นแม้ต้นทุนในจีนจะถูกกว่าแต่ผู้ผลิตรถยนต์ในไทยก็จะไม่สามารถย้ายได้ทันที อาจต้องใช้เวลานับสิบปีเลยทีเดียว หรืออย่างอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์นั้น เจ้าของมักสร้างโรงงานชิ้นส่วนไว้หลายๆ แห่งแล้วส่งชิ้นส่วนไปประกอบที่โรงงานอีกแห่งหนึ่งเพื่อปัองกัน know-how รั่วไหล ดังนั้น จึงยังต้องมีโรงงานในไทยอยู่ เช่นนี้เป็นต้น เพียงแต่ว่าการลงทุนใหม่ๆ เพิ่มเติมอาจไม่มากมายเท่ากับในยุคก่อน

  • Uncategorized

    0020: Focal point

    Tom Schelling คือหนึ่งในสองท่านที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 2005 จากผลงานที่เกี่ยวกับทฤษฎีเกม ท่านผู้นี้เป็นศาสตราจารย์ที่ University of Maryland, College Park ท่านที่อ่านหนังสือทฤษฎีเกมของผมแล้วอาจจะอยากทราบว่าผลงานของ Schelling คืออะไรก็เลยถือโอกาสนำมาเล่าสู่กันฟังสักหน่อย ผลงานที่โด่งดังที่สุดของ Schelling ได้แก่เรื่อง Focal point (ปัจจุบันเรียกว่า Schelling’s point) ถ้าท่านผู้อ่านยังจำได้ ในเกมแบบไร้ลำดับนั้น การหาทางเลือกที่ดีที่สุดจะเริ่มจากการหากลยุทธ์เด่นให้ได้เสียก่อน ถ้าไม่มีกลยุทธ์เด่นในเกมนั้น ก็ให้ดูว่าผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามมีกลยุทธ์เด่นหรือไม่ ถ้ามีก็ให้คาดเดาว่าฝ่ายตรงข้ามจะเลือกกลยุทธ์เด่นของเขา แล้วเราค่อยดูว่าทางเลือกที่ดีที่สุดของเราถ้าผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามเลือกกลยุทธ์เด่นคืออะไร ทีนี้ถ้าฝ่ายตรงข้ามก็ไม่มีกลยุทธ์เด่นด้วย John Nash เป็นคนแรกที่เสนอว่าให้ลองหาว่ามีจุดสมดุลของแนชอยู่หรือไม่ คราวนี้ถ้าไม่มีจุดสมดุลของแนชอีก แต่เดิมนักทฤษฎีเกมจะบอกว่าเกมนั้นจะไม่มีทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว พูดง่ายๆ ก็คือเลือกทางเลือกไหนก็เหมือนกัน เป็นอันว่าขั้นตอนการค้นหาทางเลือกที่ดีที่สุดแต่เดิมนั้นจบลงเพียงแค่นี้ แต่ Schelling เสนอว่า อาจมีทางเลือกที่ดีที่สุดอยู่อีก ถ้าในเกมนั้นมีสิ่งที่เรียกว่า Focal point อยู่… เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ว่า Focal point คืออะไร ขอยกตัวอย่างดังนี้ ในเกมหนึ่ง ผู้เล่นเกมสองคนได้รับแจกกระดาษที่มีรูปสี่เหลี่ยมสี่ช่อง ผู้เล่นทั้งสองคนจะได้เงินรางวัลก็ต่อเมื่อทั้งสองคนบังเอิญเลือกช่องเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย ถ้าสี่เหลี่ยมทั้งสี่ช่องหน้าตาเหมือนกัน คงเป็นเรื่องยากที่ทั้งสองคนจะได้รางวัล แต่ถ้ามีช่องใดช่องหนึ่งถูกทาด้วยสีแดงดังภาพ จะมีโอกาสสูงมากที่ผู้เล่นทั้งสองคนจะเลือกช่องสีแดงนั้นและทำให้ได้เงินรางวัลไปในที่สุด ช่องสีแดงนี้คือ Focal Point Focal Point คือ ทางเลือกที่มีลักษณะบางอย่างที่โดดเด่นขึ้นมาทำให้ผู้เล่นแต่ละฝ่ายสามารถ “เตี้ยม” กับฝ่ายตรงข้ามได้ด้วยการเลือกทางเลือกนั้นโดยไม่ต้องมีการติดต่อสื่อสารกันมาก่อน ลองนึกถึงการประกวดนางแบบผลิตภัณฑ์เช่น นางงามฮาร์ทบีต สมัยก่อน ที่ให้ผู้บริโภคโหวตว่านางงามคนไหนจะเป็นผู้ชนะคือมีได้รับคะแนนโหวตสูงสุด ส่วนใหญ่แล้วถ้ากติกาเป็นแบบนี้ ผู้บริโภคจะไม่พยายามเลือกคนที่ตนเองคิดว่าสวยที่สุด แต่จะพยายามคาดเดาว่าคนส่วนใหญ่คิดว่าคนส่วนใหญ่คิดว่านางงามคนไหนสวยที่สุดมากกว่า ส่วนใหญ่แล้วนางงามที่ชนะในการแข่งขันแบบนี้มักไม่ใช่คนที่ดูสวยที่สุด แต่เป็นคนที่มีลักษณะบางอย่างบนใบหน้าที่ดูแปลกตา เช่น ปากกว้าง มีลักยิ้ม ฯลฯ ลักษณะพิเศษเหล่านี้เป็น Focal Point ที่ทำให้คนส่วนใหญ่ใช้ส่งสัญญาณเพื่อเลือกนางงามคนเดียวกัน พูดถึง Focal Point แล้ว ทำให้ผมนึกถึงเรื่องหุ้นได้เหมือนกัน (จากตรงนี้ไปผมคิดเอาเองนะครับ อย่าเอาไป quote ที่ไหนเชียว อายเขา) ผมคิดว่าในระยะสั้นๆ เช่น รายวันหรือรายสัปดาห์ ที่หุ้นยังไม่มีข่าวใดๆ มากระทบ ตลาดไม่รู้จะเอาอะไรมาคิดว่าควรให้ราคาหุ้นอยู่ตรงไหนดี “แนวรับ” และ “แนวต้าน” จะเป็น Focal Point ที่ตลาดใช้ชั่วคราว ผมจึงไม่ปฏิเสธ technical เสียทีเดียว…

  • Uncategorized

    0039: Blog Tag

    โดนพี่ไท้ยิง Blog Tag ครับ คนที่ถูกยิงจะต้องทำ 2 สิ่งต่อไปนี้คือ 1.บอกความลับของคุณ 5 ข้อ 2.บอกรายชื่อที่คุณต้องการยิง 5 คน ซึ่ง 5 คนนั้น จะต้องทำแบบคุณ ก็เลยเป็นที่มาของ post นี้ครับ 1. ผมเป็นลูกคนรอง มีพี่ชาย 1 คน มีน้องสาว 1 คน มีน้องชาย 1 คน 2. ท่าทาง nerd ๆ แบบผมนี่ ที่จริงแล้วผมเกลียดการไปโรงเรียนมาก ตอนป.ต้นผมรู้สึกว่าการบ้านมันเยอะเกินไปก็เลยไม่ยอมทำซะงั้น โดนตีบ่อยมากแต่ก็ยังไม่ยอมทำอยู่ดี ถึงขนาดที่ครูประจำชั้นอนุญาตให้เพื่อนที่นั่งข้างๆ ผมตรวจกระเป๋าของผมได้ว่าผมส่งการบ้านหรือไม่ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมโดนตีทุกวันแต่ก็ยังไม่ยอมทำการบ้านอยู่ดี ผมไม่อยากไปโรงเรียนเพราะมีแต่เรื่องโดนตีทุกวัน วันนี้จะโดนเรื่องอะไรหว่า เกลียดวันจันทร์มาก แต่พอขึ้น ป.5 ครูประจำชั้นเป็นคนที่สอนหนังสือสนุกมากก็เลยจุดประกายให้ผมสนใจเรียนตั้งแต่นั้นมา (แต่ก็ยังไม่ชอบการไปโรงเรียนอยู่ดีจนถึงบัดนี้) 3. ผมกลัวการไปงานเลี้ยงมาก โดยเฉพาะงานที่ต้องเจอคนมากๆ ที่เราไม่สนิท ทำอะไรก็รู้สึกเก้งๆ กางๆ ไปหมด ต้องหาเรื่องคุยไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่รู้จะคุยอะไรดี แถมตอนกลับก็ต้องไปสวัสดีคนโน้นคนนี้ตามมารยาท (หนีกลับไปเลยเป็นประจำ) เวลาอยู่ในงานแบบนี้ผมจะอยู่แต่ตัวแต่ใจลอยกลับบ้านไปนานแล้ว 4. เรื่องเปิ่นๆ ของผมก็คือ ผมลืมที่จอดรถบ่อยมาก แบบว่าแทบทุกวัน 5. จุดอ่อนของผมอยู่ที่สีข้างครับ อ่ะเผยไต๋หมดล่ะ ขอยิง Blog Tag ให้ พี่ CK , Scott Adams (เขาคงมาเห็นหรอกนะ), หมีเซอะ, Keng, offshore-engineer ครับ

  • Uncategorized

    0036 : คุณกำลังพลาดอะไรอยู่หรือเปล่า?

    ใกล้จะถึงวันปีใหม่แล้ว ครั้งนี้ผมก็เลยจะขอเขียนอะไรที่แหวกออกไปสักนิด ผมนึกถึงเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่ผมได้ฟังโดยบังเอิญทางวิทยุเมื่อหลายปีก่อน เลยอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟังครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ สมัยที่ยังเด็กอยู่ ดร.ป๋วยอาศัยอยู่ในบ้านกับพ่อซึ่งเดินไม่ได้ ห้องนอนของดร.ป๋วย อยู่ติดกันกับห้องนอนของพ่อ เช้าวันหนึ่ง พ่อของดร.ป๋วยได้ส่งเสียงตะโกนข้ามห้องเพื่อเรียกให้ดร.ป๋วยซึ่งกำลังอ่านหนังสือเตรียมสอบอยู่ในห้องนอนอย่างเคร่งเครียดให้ช่วยไปซื้อโจ๊กมาให้หน่อย ดร.ป๋วยซึ่งกำลังม่วนอยู่กับการอ่านหนังสือรู้สึกหงุดหงิดมาก แต่ก็ขัดพ่อไม่ได้จึงจำต้องออกไปซื้อโจ๊กให้พ่อ ตอนที่เดินผ่านระเบียงหน้าห้องนอนพ่อก็แกล้งตบเท้าเสียงดังๆ เพื่อให้พ่อได้ยินจะได้รู้ว่าตนเองรู้สึกไม่พอใจ พอบ่ายวันนั้นพ่อของดร.ป๋วยก็เสียชีวิตลงอย่างเงียบๆ ภายในห้องนอน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยังคงฝังใจดร.ป๋วยอยู่จนตลอดชีวิตของท่าน ดร.ป๋วยคิดเสมอว่า ถ้าสามารถย้อนเวลากลับไปเช้าวันนั้นเพื่อที่จะได้ไม่ต้องทำกิริยาแย่ๆ อย่างนั้นเป็นกิริยาสุดท้ายที่ทำกับพ่อจะให้เอาทรัพย์สมบัติและความสำเร็จทั้งหมดที่หามาได้ไปแลกก็ยอม แต่มันก็เป็นไม่ได้ เวลาที่เรายังรู้สึกว่าความตายเป็นเรื่องไกลตัว เราจะเห็นว่า บางอย่างเป็นเรื่องสำคัญ แต่พอเวลาเรารู้ว่าความตายกำลังจะมาเยือนแล้ว เราจะรู้สึกทันทีว่า สิ่งที่เราเคยเห็นว่าสำคัญและใช้เวลาทั้งหมดของเราไปกับการไขว่คว้ามันเป็นเรื่องที่ไร้สาระมาก สิ่งที่มีค่ากับเราจริงๆ ส่วนใหญ่กลับเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายมากแต่ตลอดชีวิตเราแทบไม่เคยให้เวลากับมันเลย (ผมรู้ว่าคนเราจะรู้สึกอย่างนี้เพราะผมเคยนึกว่าตัวเองกำลังจะตายภายในหนึ่งชั่วโมงมาก่อน เอาไว้วันหลังเป็นวันหยุดอีกผมจะเอาเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง) สุขสันต์วันปีใหม่ทุกคนครับ

  • flag

    0034 : เกมธุรกิจของ Rupert Murdock

    Rupert Murdock เจ้าพ่อสื่อชาวออสเตรเลียผู้เป็นเจ้าของธุรกิจสื่อสารมวลชนเป็นจำนวนมากทั่วโลกรวมทั้ง News Corp. ด้วย ได้ชื่อว่าเป็นนักธุรกิจที่มีความเฉลียดฉลาดในการทำธุรกิจเป็นอย่างมาก เมื่อครั้งที่ Murdock ซื้อกิจการของนสพ.The Times ในลอนดอนมา Murdock ต้องการส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น จึงสั่งให้หั่นราคาหนังสือพิมพ์จาก 45 pence เหลือ 30 pence ทำให้ดึงลูกค้าจากนสพ.คู่ปรับอย่าง Telegraph มาได้เป็นอันมาก Telegraph ทนไม่ไหวต้องหั่นราคาลงมาบ้าง ผลปรากฏว่างานนี้เจ๊งทั้งคู่ The Times กำไรหดหายไปไม่น้อย ในขณะที่ Telegraph ถึงขั้นขาดทุน ในปีถัดมา Murdock ยังไม่เข็ด เขาเป็นเจ้าของนสพ.New York Post ในรัฐนิวยอร์ค เขาต้องการที่จะหั่นราคาเพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่งอย่าง Daily News อีกเช่นเคย แต่คราวนี้ Murdock มาแปลกกว่าเดิม แทนที่จะหั่นราคาทีเดียวทั่วทั้งรัฐนิวยอร์ค เขาประกาศว่าเขาต้องการทำ test-marketing ก่อน โดยหั่นราคาจาก 40 เซนต์เหลือ 25 เซนต์ ที่ Staten Island แห่งเดียวเท่านั้นเพื่อทดสอบว่าการหั่นราคาจะได้ผลขนาดไหนก่อนที่จะนำแผนนี้มาใช้ทั่วทั้งรัฐนิวยอร์ค ซึ่งก็แน่นอน การหั่นราคาที่ Staten Island ย่อมประสบความสำเร็จ เพราะนสพ.ทั้งสองยี่ห้อมีความนิยมพอๆ กัน ถ้าฉบับไหนขายถูกกว่า ผู้คนก็ย่อมเปลี่ยนไปซื้อฉบับนั้นทันที test-marketing ที่ Staten Island ได้ผลสำเร็จตามคาด สิ่งประหลาดที่เกิดขึ้นก็คือ อยู่ดีๆ Daily News ก็ประกาศขึ้นราคาจาก 40 เซนต์เป็น 50 เซนต์อย่างกะทันหัน คุณคิดออกหรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น? Daily News ทำเช่นนั้นทำไม? Murdock เรียนรู้จากประสบการณ์ในลอนดอนว่า สงครามราคาเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดคือเกมที่ไม่มีคู่แข่งขันรายใดได้ประโยชน์ ผู้ที่ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงจากสงครามราคาก็คือผู้บริโภค เพราะได้ซื้อของถูกลง การทำ test-marketing ที่ Staten Island เป็นการส่งสัญญาณขู่คู่แข่งโดยไม่จำเป็นต้องทำสงครามราคากันจริงๆ ถ้าเราเป็น Daily News เราจะพบว่าเรามีทางเลือกสองทาง คือ หนึ่ง เข้าร่วมในสงครามราคากับ New York Post ทั่วทั้งรัฐนิวยอร์ค ซึ่งจะทำให้สูญเสียทั้งส่วนแบ่งการตลาดและขาดทุน หรือ…

  • Uncategorized

    0024: Carole King Live at Carnegie Hall

    Carole King : the Carnegie Hall Concert (1971)   เวลาฟัง CD ผมชอบฟังพวกบันทึกการแสดงสดมากที่สุด ผมว่ามันให้บรรยากาศดี… ถ้าคุณชื่นชอบบทเพลงของ Carole King แผ่นนี้พลาดไม่ได้ครับ คอนเสิร์ตครั้งนี้เกิดขึ้นที่ Carnegie Hall ในปี 1971 ซึ่งเป็นช่วงที่อัลบั้ม Tapestry ของเธอเพิ่งออกใหม่ๆ พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นช่วงที่ชีวิตการเป็นนักร้องของเธอกำลังอยู่ในจุดสูงสุดพอดี บนเวทีมีแค่ Carole King กับเปียโนหนึ่งหลังเท่านั้น เธอค่อยๆ เล่นเพลงฮิตของเธอให้ฟังทีละเพลงในเวอร์ชั่นที่คุณไม่เคยได้ยินมาก่อน (เพราะเป็นแบบ solo piano) เล่นไปก็คุยกับคนฟังไปเรื่อยๆ ได้บรรยากาศมากๆ ที่สำคัญผมว่า CD แผ่นนี้บันทึกเสียงดีมาก อัดดีจนแทบไม่อยากเชื่อว่าคอนเสิร์ตนี้เกิดขึ้นเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน แผ่นนี้ผมซื้อมาจากร้าน HMV ในฮ่องกง ดังนั้นถ้าคุณอยากได้คงต้องสั่งซื้อทางเน็ตจาก Amazon.com เอา (คลิ๊กที่รูปแผ่นข้างบนเพื่อไปยัง Amazon.com) ที่จริงผมรู้จักแผ่นนี้โดยบังเอิญเพราะฟังรายการวิทยุแล้วดีเจเขาเอามาเปิด เพลงที่เปิดคือ You’ve got a friend ซึ่งเป็นเพลงของ Jame Taylor ที่ Carole King เป็นผู้แต่งให้ และ Jame Taylor ก็มาเป็นแขก surprise ในคอนเสิร์ตนี้ (มุขแขก surprise ในคอนเสิร์ตนี่มันมีมาสามสิบปีแล้วเหรอเนี่ย เน่าจริงๆ) ทั้งสองจึงร้องเพลงนี้ร่วมกันบนเวที  ฟังจบก็รู้สึกว่าต้องวิ่งหาแผ่นนี้ทันที เวลาคุณไปฟังคอนเสิร์ต ถ้ามี Carole King ตัวเป็นๆ มาเล่นเปียโนให้คุณฟังทีละเพลง คุยกับคนฟังไปเรื่อยๆ คุณจะยังต้องการอะไรอีกครับ เพราะฉะนั้นแผ่นนี้ เอาไปเลยครับ ห้าดาว

  • flag

    0014: Service Industry

    เมื่อสัก 50 ปีก่อน “การผลิต” เป็นเรื่องยาก เพราะการสะสมทุนของคนยังมีน้อย ขอให้มีเงินสร้างโรงงานได้ รวยแน่นอน ข้อดีของธุรกิจการผลิตก็คือเราสามารถอาศัยเครื่องจักรทุ่นแรงปั้มสินค้าออกมาเรื่อยๆ ถ้าพูดเป็นภาษาทางการหน่อยก็ต้องบอกว่า ธุรกิจการผลิตเป็นธุรกิจที่ “highly scalable” หมายความว่ามันพร้อมที่จะขยายได้อย่างรวดเร็วถ้าต้องการ แต่เทคโนโลยีการผลิตที่ก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมาได้ทำให้สมัยนี้ “การผลิต” กลายเป็นเรื่องง่าย ภาวะล้นตลาดเกิดขึ้นในแทบทุกอุตสาหกรรม เรื่องที่ยากกว่ากลายเป็นการหาคนมาซื้อสินค้าให้ได้ทันกับปริมาณสินค้าที่เครื่องจักรผลิตออกมา ธุรกิจค้าปลีกกลายเป็นธุรกิจที่ดี เพราะธุรกิจค้าปลีกอยู่ติดกับลูกค้ามากที่สุดจึงมีอำนาจต่อรองกับผู้ผลิต เพราะคนที่มีลูกค้าอยู่ในมือจะเลือกขายสินค้าให้ใครก็ได้ตามใจชอบ ในภาวะแบบนี้ ธุรกิจบริการกลายเป็นธุรกิจที่ดีกว่าธุรกิจการผลิต เพราะธุรกิจบริการนั้นมี “ข้อเสีย” เรื่อง Scalabiltiy ธุรกิจบริการต้องอาศัยมนุษย์ในการสร้างผลผลิตเป็นหลัก มนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักร เมื่อความต้องการบริการสูงขึ้น ธุรกิจบริการจึงไม่สามารถขยายกำลังการผลิตได้อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าบริการนั้นต้องอาศัยทักษะความชำนาญสูง บริษัทส่วนใหญ่ที่ขายบริการมักมีอัตราการเติบโตที่ไม่สูง เช่น Consulting Firms อย่าง E&Y หรือ PwC มีอายุเป็นร้อยปี แต่ในช่วงที่ผ่านมากลับโดนบริษัทเกิดใหม่อายุไม่ถึงสิบปีอย่าง Dell Computer โตแซงหน้าไปหลายสิบเท่าตัว ธุรกิจบริการถ้าขยายเร็วเกินไป คุณภาพจะลดลง นี่เป็นข้อจำกัดของธุรกิจบริการ ในขณะที่ธุรกิจการผลิตยิ่งขายมากขึ้นกลับจะยิ่งดีเพราะต้นทุนถูกกว่าเดิม ข้อเสียตรงนี้เองของธุรกิจบริการที่ทำให้ธุรกิจบริการกลับกลายเป็นธุรกิจที่ดีในยุคนี้ไป Supply curve ของธุรกิจบริการมีลักษณะพิเศษคือมีความยืดหยุ่นของราคาต่ำ (low price elasticity) ดังนั้นเมื่อดีมานด์เพิ่มขึ้น ธุรกิจบริการจะปรับราคาขึ้นได้มากเพราะปริมาณสินค้าในตลาดจะไม่ค่อยเพิ่มขึ้นตาม (เพิ่มขึ้นได้ช้า) รายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่จะมาจากการปรับราคามากกว่าการเพิ่มปริมาณการขายไม่ต้องลงทุนเพิ่มและภาวะกำไรสูงเช่นนี้ก็มักทรงตัวอยู่ได้นานอีกด้วย ธุรกิจบริการจึงกำไรดีแต่ขยายช้า อย่างไรก็ตามในยุคที่เต็มไปด้วยการแข่งขันที่รุนแรงแบบนี้ คุณคงอยากมีกำไรสูงแต่โตช้ามากกว่าที่จะโตเร็วแต่ไม่มีกำไร คุณว่าจริงไหมครับ