Project 4 – Japanese Toolbox

I made this Japanese-style toolbox just to store chisels in my own shop.

The most interesting thing about this type of box is the way the lid is being secured. Japanese people creatively came up with a latch mechanism   to lock the lid with the caress nicely. I was so fascinated by it on the first time  I saw.

Watch the video below to see how it work.

Share

The Power of Less

Leo Babauta (Zen Habits) เป็น Blogger ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในระดับโลก เรื่องที่เขาเขียนคือปรัชญาของความเรียบง่าย

หลักของเขาคือ คนเราจะทำอะไรได้เยอะขึ้น ถ้าหากเลือกทำให้น้อยอย่าง เพราะจะทำให้จดจ่อกับมันได้ง่ายกว่า วิธีการคือ เลือกทำแต่สิ่งที่สำคัญกับเราจริงๆ แค่ไม่กี่อย่าง แล้วเอาสิ่งที่เหลือออกไป

สิ่งที่สำคัญกับเราจริงๆ คือ สิ่งที่เราคิดว่าคือเป้าหมายชีวิตในระยะยาวของเรา นอกจากนี้ต้องเป็นสิ่งที่สร้างผลกระทบกับเราได้เยอะกว่าด้วย ลองคิดดูว่าคุณต้องการอะไรในชีวิตจริงๆ ในระยะยาว เช่น อยากมีสิ่งที่สร้างรายได้ให้ตัวเองได้ต่อเนื่องและยาวนาน อยากมีชื่อเสียงในระยะยาว อยากทำอะไรบางอย่างเพื่อสังคม เป็นต้น คุณก็ควรโฟกัสที่เป้าหมายเหล่านั้น อะไรที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่มีผลต่อเป้าหมายในระยะยาวของคุณ ก็ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่คุณจะใช้เวลาวันละมากๆ ไปกับมัน เช่น ถ้าคุณเล่นเฟซวันละ 7 ชั่วโมง แต่มันไม่ได้ช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายระยะยาวของคุณได้เลย คุณก็ควรพิจารณาเลิกเล่น เป็นต้น

และกิจกรรมที่มีส่วนทำให้คุณบรรลุเป้าหมายในระยะยาวของคุณได้อาจมีหลายกิจกรรม จงเลือกกิจกรรมที่สร้างผลกระทบต่อเป้าหมายได้เยอะมาก และมากกว่า กิจกรรมที่มีส่วนแต่ว่ามีผลกระทบน้อยกว่าด้วย เช่น การคุยโทรศัพท์กับลูกค้าอาจทำให้ได้ออเดอร์มากกว่าการนั่งเขียน Sale Reports สรุปก็คือ กิจกรรมต้องเกี่ยวกับเป้าหมายระยะยาว และสร้างผลกระทบต่อเป้าหมายนั้นๆ ได้มาก

เทคนิคที่สำคัญคือ การสร้างข้อจำกัด เพราะข้อจำกัดจะบีบให้เราใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพ เช่น อาจตั้งกฎว่า จะอ่านข้อมูลในเน็ตแค่วันละชั่วโมงเท่านั้น ถ้าคุณหาข้อมูลได้แค่วันละชั่วโมง คุณจะเลือกอ่านแต่ข้อมูลที่สำคัญจริงๆ ไปโดยปริยาย ตั้งงบประมาณสำหรับซื้อของจำกัดต่อเดือน ทำให้คุณไม่ซื้อของที่ไม่จำเป็นเข้าบ้านในรกบ้าน เป็นต้น เรียนรู้ที่จะปฏิเสธคำขอร้องของคนอื่นที่จะขโมยเวลาของคุณไปด้วย

เป้าหมายระยะยาวของคุณอาจมีได้หลายอย่าง แต่ให้เลือกทำให้สำเร็จทีละหนึ่งอย่างจะง่ายที่สุด โดยให้คิดว่าเป้าหมายระยะยาวอันนั้น ต้องประกอบด้วยเป้าหมายระยะสั้นอะไรบ้าง แล้วกำหนดออกมาเป็นเป้าหมายประจำวัน ซึ่งไม่ควรมีมากกว่าสามอย่าง และพยายามทำเป้าหมายประจำวันให้ได้ทั้งสามอย่างนั้นให้ได้ทุกวัน เช่น เป้าหมายระยะยาวคือการมีสุขภาพที่ดีขึ้น อาจมีเป้าหมายประจำวัน 3 ข้อ คือ เดินวันละ 30 นาที, กินผักสลัดวันละมื้อ และนอนให้ได้วันละ 7 ชม. แล้วทุกวันก็โฟกัสที่กิจกรรมสามอย่างนี้ก็พอ

พยายามทำกิจวัตรประจำวันให้เรียบง่ายเข้าไว้ เช่น เช็คอีเมลแค่วันละสองครั้ง ใช้เน็ตวันละหนึ่งชั่วโมง มีของบนโต๊ะทำงานได้ไม่เกินห้าชิ้น ทำอะไรให้ช้าลง ไม่ทำอะไรสองอย่างพร้อมๆ กัน สร้าง Morning Routine ส่วนตัวที่มีประโยชน์ขึ้นมา

เป็นแนวคิดที่น่าสนใจดีครับ น่าจะลองเอาไปทำกันดู    

Share

ความซับซ้อนของการเขียนคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษ

ถ้าหากจะพยายามเขียนคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษให้ถูกต้องตามคำแนะนำของราชบัณฑิตที่โพสต์เอาไว้ในเว็บของสถาบันก็เป็นอะไรที่ยากมากเหมือนกัน

ส่วนหนึ่งที่ทำให้มันยากขึ้นไปอีกก็คือ ถ้าเป็นคำที่เขียนกันมานานแล้ว ก็ให้ใช้วิธีเดิมต่อไปได้ ถือว่าเป็นการเขียนตามความนิยม เช่น gas จะเขียนว่า ก๊าซ หรือ แก๊ส ก็ได้  อึมแต่อะไรจะตัดสินล่ะว่า คำไหนถือว่าเขียนกันมานานมากพอแล้วหรือยัง

แถมถ้าเป็นชื่อเฉพาะจะไม่เขียนตามกฎก็ได้ เช่น Software เป็นคำทั่วไป เขียนทับศัพท์ว่า ซอฟต์แวร์ แต่พอคำว่า Microsoft กลับเขียนว่า ไมโครซอฟท์ แทน เพราะว่าเป็นชื่อเฉพาะ สรุปว่าทุกคนมีหน้าที่ต้องไปตามดูว่าใครจะเขียนชื่อตัวเองยังไง (อึม แต่จะว่าไป ฝรั่งก็เป็น เพราะการออกเสียงนามสกุลฝรั่งส่วนใหญ่จะประหลาดๆ ทั้งนั้น ต้องจำกันเป็นอันๆ เลย)

สระให้เขียนทับศัพท์ตามเสียงอ่านภาษาไทย แต่พยัญชนะให้ใช้ตามตารางที่ทางราชบัณฑิตบัญญัติขึ้นมา ซึ่งมีเยอะมากๆ จำไม่ไหวแน่นอน ต้องเปิดดูกันทุกทีไป ผมว่าที่จะผิดกันเยอะที่สุดก็ ตัว T ถ้าเป็นพยัญชนะต้นให้ใช้ตัว ท แต่ถ้าเป็นตัวสะกดกลับให้ใช้ ต เช่น Internet ต้องเขียนว่า อินเทอร์เน็ต ไม่ใช่ อินเตอร์เน็ต (แต่พอคำว่า คอมพิวเตอร์ ดันให้ใช้ ต ได้ อ้างว่าเป็นความนิยมซะงั้น) หรือ White ต้องเป็น ไวต์ ไม่ใช่ ไวท์ หรือ Cat ก็ต้องเป็น แคต ไม่ใช่ แคท จะเห็นกรณีเดียวที่ราชบัณฑิตให้ใช้ ท สะกดได้คือภาษาอังกฤษที่ใช้ th สะกด เช่น Zenith เขียนว่า เซนิท 

อีกอันที่จะผิดกันเยอะมากคือ ตัวสะกดที่ออกเสียงแม่ กก ให้ใช้ ก สะกด ไม่มีอันไหนให้ใช้ ค ได้ เช่น นิวยอร์ก ไม่ใช่ นิวยอร์ค หรือ Blog ต้องเขียนว่า บล็อก ไม่ใช่ บล็อค หรือ Six-pack น่าจะต้องเขียนว่า ซิกแพก

อีกอันที่โหดมากคือ การใส่เครื่องหมายทัณฑฆาต (การันต์) มีหลักว่า ถ้าพยัญชนะตัวสะกดไม่ได้ออกเสียงให้ใส่เครื่องหมายทัณฑฆาตไว้ อันนี้พอเข้าใจได้ แต่ถ้าพยัญชนะตัวสะกดมีหลายตัวที่ไม่ออกเสียง ให้ใส่ไว้แค่ตัวสุดท้ายตัวเดียว และถ้ามีพยัญชนะที่อยู่หน้าพยัญชนะที่ไม่ออกเสียงที่อยู่หน้าตัวสะกด ให้ตัดพยัญชนะตัวนั้นออก แล้วใส่ทัณฑฆาตที่สุดท้ายแค่ตัวเดียว (มีนอ่ะ) ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจ ลองดูตัวอย่างคำว่า first ซึ่งตัวสะกดจริงๆ คือ s ซึ่งต้องใช้ ส ส่วนตัว t ไม่ได้ออกเสียงในภาษาไทยจริงๆ และเป็นตัวสุดท้ายจึงต้องใส่ทัณฑฆาตกำกับไว้ ในขณะที่ตัว r คือตัวที่อยู่หน้าตัวสะกด และเป็นกรณีที่มีพยัญชนะตามหลังตัวสะกดมาด้วย จึงต้องตัดตัว r ออกไป ทำให้ตัองเขียนทับศัพท์ว่า เฟิสต์ (ไม่ใช่ เฟิรสต์ และก็ไม่ใช่ เฟิรส์ท หรือ เฟิรสท์ ด้วย)

อีกคำหนึ่งที่อาจจะทำให้มึนกันมากถึงขนาดต้องมีกระทู้ในพันธ์ุทิพย์มาเถียงกันอย่างรุนแรงคือคำว่า Bright แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่าน่าจะต้องสะกดว่า ไบรต์ เนื่องจากมีตัวอย่างว่า คำว่า night ราชบัณฑิตให้เขียนว่า ไนต์ และตัว r ในกรณีของ Bright ไม่ใช่ตัวสะกด แต่เป็นตัวกล้ำของพยัญชนะต้น จึงไม่ต้องตัดออก ทำให้น่าจะเป็น ไบรต์ มากที่สุด ยกเว้นจะถูกอ้างอีกว่าเป็นชื่อเฉพาะก็อาจจะเขียนเป็น ไบรท์ ได้  (คหสต)

Share

Zen – ไม่มีเกิด ไม่มีตาย

big_bangมีข้อสงสัยว่า เอกภพ เกิดขึ้นได้เมื่อไร อย่างไร

Zen กล่าวว่า เอกภพ ไม่มีวันกำเนิด แต่มีอยู่มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

ฟังดูเป็นคำอธิบายที่ประหลาด เป็นไปได้หรือที่เอกภพจะไม่มีวันแรกของมัน อันที่จริง เป็นไปได้หรือที่ สิ่งใดก็ตามจะไม่มีวันเกิดของมัน

Zen อธิบายว่า การคิดว่าสิ่งต่างๆ ต้องมีวันเกิดนั้น เป็นสิ่งที่มนุษย์คิดไปเองทั้งสิ้น!

ลองนึกดูดีๆ ว่า เราเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร?

เมื่อเราคลอดออกมาจากท้องแม่หรือ? ไม่น่าจะใช่ เพราะตอนที่เรายังอยู่ในท้องแม่ ก็มีตัวเราอยู่เป็นตัวอ่อนแล้ว

ถ้าอย่างนั้น เราเกิดเมื่อเกิดการปฏิสนธิละมั้ง?

ก็ไม่น่าจะใช่อีก เพราะก่อนที่จะปฏิสนธิ ก็มีเราอยู่แล้วเช่นกัน แต่เป็นไข่ และอสุจิ

ถ้าอย่างนั้น เราเกิดขึ้นเมื่อตัวอสุจิและไข่ใบนั้นเกิดขึ้นล่ะมั้ง?

ก็ไม่น่าจะใช่อีก เพราะอสุจิผลิตขึ้นมาจากการทำงานของร่างกาย ซึ่งใช้อาหารที่กินเข้าไปเป็นวัตถุดิบ ดังนั้นก่อนที่จะเป็นอสุจิ เราเป็นอาหารเหล่านั้นมาก่อน

จะเห็นได้ว่า เราไม่อาจตอบได้เลยว่า เราเกิดขึ้นมาจริงๆ ตั้งแต่เมื่อไร

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ก็เป็นแบบเดียวกัน ไม่มีอะไรที่มีจุดกำเนิดจริงๆ ทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนมาจากสิ่งอื่นเท่านั้น ต้นไม้เคยเป็นดินมาก่อน และเมื่อต้นไม้ตายก็กลับกลายเป็นดินอีก หมุนเวียนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

ที่เราคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีจุดเริ่มต้นนั้น เป็นความคิดไปเองของเราเอง

ทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งเอกภพ เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว โดยที่มันไม่ต้องมีจุดเริ่มต้นเลย

Share