624: นิทานเซ็น กับ โพสต์โมเดิร์น

นานมาแล้วมีเณรคนหนึ่งคอยเก็บหอยทากตามทางเดินในวัด เพื่อมิให้คนเดินเหยียบหอยทากตายโดยไม่ทันระวัง เณรภูมิใจที่ได้บำเพ๊ญบารมีช่วยชีวิตหอยทากทุกวัน

เณรอีกคนที่เป็นเพื่อนทักว่า “เจ้ามัวแต่เก็บหอยทาก ทำให้ชาวนากำจัดหอยทากไม่ได้สักที เพราะหอยทากที่หลบเข้ามาในวัดก็จะรอดตายเพราะเจ้าตลอด แบบนี้ทำให้ชาวนาเดือดร้อน ไม่ใช่ความดีหรอกนะ”

เณรทั้งสองเถียงกันไม่จบ จึงพากันไปหาพระอาจารย์และถามว่าใครกันแน่ที่คิดถูก

เณรคนแรกอ้างว่า “ข้าช่วยชีวิตสัตว์โลกไม่ได้ขาด ย่อมทำบารมีเยี่ยงพระโพธิสัตว์ เป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ ต้องถือว่าเป็นความดี”

พระอาจารย์ตอบว่า “ถูกต้องแล้ว”

เณรอีกคนก็เถียงว่า “ถ้ามีคนเดินเหยียบหอยทากตาย พวกเขาเดินเหยียบโดยไม่เจตนา ไม่ถือว่าเป็นบาป แต่การที่หอยทากถูกกำจัดหมดหมู่บ้าน ย่อมช่วยให้พืชผลของชาวนาไม่เสียหาย และยังช่วยป้องกันโรคระบาดที่อาจติดจากหอยทากมาสู่คนได้ด้วย สิ่งที่เจ้าทำอยู่จึงไม่ใช่ความดี แต่เป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม”

พระอาจารย์ตอบว่า “ที่เจ้ากล่าวมาก็ถูกต้อง”

เณรคนที่สามเดินผ่านมาพอดีได้ยินก็พูดขึ้นบ้างว่า “การบำเพ็ญบารมี โดยยอมรับบาปไปแต่เพียงคนเดียว แต่ช่วยให้คนอีกจำนวนมากไม่ต้องทำกรรม น่าจะถือว่าเป็นการทำความดี มิใช่หรือครับท่านอาจารย์”

พระอาจารย์ก็กล่าวอีกว่า “ที่เจ้าพูดมาก็ถูกต้องเช่นเดียวกัน”

เณรทั้งสามพากันงงกับคำกล่าวของพระอาจารย์จึงย้อนแย้งกลับไปพร้อมๆ กันว่า

“จะเป็นไปได้อย่างไรครับท่านอาจารย์ ที่ความเห็นของเราทั้งสามคนที่ขัดแย้งกันจะถูกต้องพร้อมๆกัน”

พระอาจารย์ตอบว่า “ที่เจ้าทั้งสามคนทักท้วงมาก็ถูกต้อง”

#นิชเช่ #โพสต์โมเดิร์น

623: Zen – ไม่มีเกิด ไม่มีตาย

big_bangมีข้อสงสัยว่า เอกภพ เกิดขึ้นได้เมื่อไร อย่างไร

Zen กล่าวว่า เอกภพ ไม่มีวันกำเนิด แต่มีอยู่มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

ฟังดูเป็นคำอธิบายที่ประหลาด เป็นไปได้หรือที่เอกภพจะไม่มีวันแรกของมัน อันที่จริง เป็นไปได้หรือที่ สิ่งใดก็ตามจะไม่มีวันเกิดของมัน

Zen อธิบายว่า การคิดว่าสิ่งต่างๆ ต้องมีวันเกิดนั้น เป็นสิ่งที่มนุษย์คิดไปเองทั้งสิ้น!

ลองนึกดูดีๆ ว่า เราเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร?

เมื่อเราคลอดออกมาจากท้องแม่หรือ? ไม่น่าจะใช่ เพราะตอนที่เรายังอยู่ในท้องแม่ ก็มีตัวเราอยู่เป็นตัวอ่อนแล้ว

ถ้าอย่างนั้น เราเกิดเมื่อเกิดการปฏิสนธิละมั้ง?

ก็ไม่น่าจะใช่อีก เพราะก่อนที่จะปฏิสนธิ ก็มีเราอยู่แล้วเช่นกัน แต่เป็นไข่ และอสุจิ

ถ้าอย่างนั้น เราเกิดขึ้นเมื่อตัวอสุจิและไข่ใบนั้นเกิดขึ้นล่ะมั้ง?

ก็ไม่น่าจะใช่อีก เพราะอสุจิผลิตขึ้นมาจากการทำงานของร่างกาย ซึ่งใช้อาหารที่กินเข้าไปเป็นวัตถุดิบ ดังนั้นก่อนที่จะเป็นอสุจิ เราเป็นอาหารเหล่านั้นมาก่อน

จะเห็นได้ว่า เราไม่อาจตอบได้เลยว่า เราเกิดขึ้นมาจริงๆ ตั้งแต่เมื่อไร

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ก็เป็นแบบเดียวกัน ไม่มีอะไรที่มีจุดกำเนิดจริงๆ ทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนมาจากสิ่งอื่นเท่านั้น ต้นไม้เคยเป็นดินมาก่อน และเมื่อต้นไม้ตายก็กลับกลายเป็นดินอีก หมุนเวียนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

ที่เราคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีจุดเริ่มต้นนั้น เป็นความคิดไปเองของเราเอง

ทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งเอกภพ เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว โดยที่มันไม่ต้องมีจุดเริ่มต้นเลย

622: PleasantVille (1998)

pleasantvillePleasantVille หรือหมู่บ้านแห่งความสุข เป็นหนังแนว Existentialism

[Spoiled]

เรื่องย่อมีอยู่ว่า มีรายการทีวีรายการหนึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับหมู่บ้านแห่งความสุข ทุกคนในหมู่บ้านนี้มีแต่ความสุขทุกวัน ไม่ต้องเจอความทุกข์อะไรเลย พระเอกชอบดูรายการนี้มาก และใฝ่ฝันที่จะได้เข้าไปอยู่ในหมู่บ้านนี้จริงๆ

วันหนึ่ง ฝันเป็นจริง พระเอกสามารถเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านนี้ได้โดยปาฏิหารย์ แต่แล้วเขาก็พบว่า คนในหมู่บ้านนี้มีความสุขเพราะทำอะไรตามๆ กันไป ไม่ตั้งคำถามหรือตรวจสอบใดๆ ชีวิตประจำวันก็เป็นชีวิตที่จำเจเหมือนกันทุกวัน จะได้ไม่ต้องตัดสินใจอะไรด้วยตนเอง พระเอกพยายามเปลี่ยนคนในหมู่บ้านให้กล้าคิดกล้าทำมากขึ้น แต่สุดท้ายแล้ว ก็โดนคนในหมู่บ้านก่อหวอด เพื่อกำจัดเขาออกไป เพราะไม่ต้องการให้ใครมาเปลี่ยนแปลงหมู่บ้านนี้ เพราะกลัวที่จะต้องตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง

คนในหมู่บ้านนี้คือคนที่มี Bad Faith พวกเขามีความสุขที่เกิดจากการทำตามๆ กันไป โดยไม่คิดตั้งคำถาม มันเป็นความสุขแบบหลอกๆ ในขณะที่พระเอกกล้าคิดกล้าเปลี่ยนแปลง กล้าตรวจสอบความเชื่อของตัวเอง แม้ว่าชีวิตจะยากขึ้น เพราะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร แต่ก็ถือได้ว่าเขาเป็นคนที่กล้าใช้ชีวิต ไม่ใช่เครื่องจักรที่หลับไหลอย่างชาวหมู่บ้านแห่งความสุข

หนังอีกเรื่องหนึ่งที่ใช้ธีม Existentialism คือ Fight Club ครับ

621: Jean Paul Satre & Existentialism

jean-paul-sartreแนวคิดของ Satre เริ่มต้นมาจาก ปรัชญาของ Nietzsche ที่มองว่า โลกนี้ไม่ได้มีสาระอะไร

แต่ Satre ไม่ได้มองความเป็นจริงข้อนี้แบบหดหู่ ตรงกันข้าม เขามองว่า ในเมื่อไม่ได้มีคุณค่าต่างๆ อยู่แล้วก่อนที่จะมีตัวเราให้เรามีหน้าที่ต้องทำตาม เราจึงเกิดมาพร้อมกับอิสรภาพที่จะกำหนดคุณค่าของชีวิตเราเองได้ อันที่จริงเรามีหน้าที่สร้างคุณค่าหรือความหมายของชีวิตของตัวเราเองด้วยซ้ำ (We are condemned to be free.) ถึงจะเรียกได้ว่า มีเราเป็นตัวตนที่แยกต่างหากจากสิ่งอื่นบนโลกใบนี้ได้ (Existentialism)

Satre บอกว่า เรามีตัวตนอยู่ได้ ก็ต่อเมื่อ เรายัง “เลือก” อยู่ เมื่อใดที่เราหยุดเลือกหรือกำหนดชีวิตของตัวเราเอง แต่ปล่อยให้สิ่งรอบตัวมากำหนดแทนให้ เช่น ประเพณี ค่านิยมของสังคม ฯลฯ โดยไม่ตั้งคำถาม หรือคอยตรวจสอบความเชื่อเหล่านั้น เมื่อนั้น เราก็ไม่ต่างจากก้อนหิน ไม่มีตัวเรา  และไม่มีคุณค่าใดๆ  (Existence precedes essence.) จุดมุ่งหมายของแนว Existentialism ดูตรงข้ามกันแนวพุทธอยู่เหมือนกัน เพราะต้องการจะมี “ตัวตน” อยู่บนโลกใบนี้ แทนที่จะดับสูญ

Satre บอกว่า ถ้าเราลองอยู่เฉยๆ กับตัวเองสักพัก เราจะพบว่า เราจะรู้สึกอึดอัดอย่างประหลาด นั่นเกิดจาก อารมณ์วิตกกังวล ของตัวเราเอง และเพื่อที่จะหลุดออกจากความรู้สึก uneasy อันนี้ มนุษย์จะวิ่งเข้าหาสิ่งนอกตัว เช่น ความบันเทิงต่างๆ หรืออะไรก็ได้ ที่ช่วยให้สมองต้องคิดเรื่องอื่นตลอดเวลา เพื่อจะได้ไม่ต้องทนกับความรู้สึกวิตกกังวลอันนี้

ในระดับต่ำสุด คนจะหาความสุขทางกามรู้แบบต่างๆ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง เที่ยวห้าง อ่านการ์ตูน มีเซ็กส์ ท่องเที่ยว กินของอร่อย อยู่ตลอดเวลา แต่คนที่อยู่ในระดับนี้ ลึกๆ แล้วค่อนข้างจะมีความทุกข์ เพราะสิ่งแก้เบื้อทางกามเหล่านั้น ใช้งานได้ไม่นาน ก็หมดฤทธิ์อย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องหาสิ่งใหม่อยู่ตลอด ภายนอกอาจดูมีความสุข เพราะดูเป็นคนเจ้าสำราญ แต่ภายในจะซ่อนความทุกข์ที่ต้องดิ้นรนไปเรื่อยๆ เอาไว้

ในระดับที่สอง เราจะมองหานามธรรมบางอย่างที่ก่อให้เกิด “ความหมายของชีวิต” เช่น อุทิศตัวเพื่อความดี เพื่อศาสนา เพื่อวิทยาศาสตร์ เพื่อวิชาชีพ เพื่อองค์กร เพื่อครอบครัว เพื่องานสังคมสงเคราะห์ และทำทุกอย่างเพื่อสิ่งที่มองว่ามีคุณค่่าเหล่านั้นเพื่อหลีกหนีอารมณ์วิตกกังวลเช่นกัน แต่คนที่อยู่ในระดับที่มีความสุขมากขึ้น เพราะนามธรรมเหล่านี้มักใช้ได้ผลในระยะยาว และยังทำให้เกิดความรู้สึกว่า “ชีวิตมีค่า” ทำให้ไม่ต้องวิ่งหาสิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา หรือถ้าต้องวิ่งหาอีกก็จะเว้นระยะเวลาที่นานกว่า

ในระดับที่สองนี้ คนเรามีแนวโน้มที่จะยึดติดกับนามธรรมเหล่านั้นได้ง่าย  เราจะเริ่มหลอกตัวเองว่านามธรรมเหล่านั้นเป็นความจริงแท้ที่สมบูรณ์แบบ เลิกคิดอย่างอิสระหรือตัดสินใจเลือกด้วยตัวเอง shutdown สมอง และทำตามนามธรรมเหล่านั้นไปแบบเครื่องจักร ใช้แต่ศรัทธาล้วนๆ ถ้าหากใครมาวิจารณ์นามธรรมเหล่านั้นแม้แต่นิดเดียว แทนที่จะรับฟังเหตุผลอีกด้านหนึ่ง เราจะโกรธจนตัวสั่น เพราะรู้สึกว่าตัวตนของเราถูกคุกคาม หากยึดติดมากๆ ก็อาจถึงขั้นคิดว่า การฆ่าคนส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยเพื่อรักษาความศักดิสิทธิของความเชื่อไว้ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ เนื่่องจากเราได้เอาตัวเรา และคุณค่าทั้งหมดในชีวิตไปฝากไว้กับสิ่งเหล่านั้นแล้ว ถ้าหากใครตกอยู่ในสภาวะแบบนี้ Satre เรียกว่า Bad Faith พวกเขาอาจดูมีความสุขเพราะมีศรัทธา แต่พวกเขาก็กำลังหลับไหลอยู่เหมือนกัน เพราะที่จริงแล้วโลกนี้ไม่ได้มีสาระอะไรอย่างที่เราพยายามหลอกตัวเองด้วยความเชื่อ

ในระดับที่สาม คือ มนุษย์ที่ยังมีอิสระทางความคิดอยู่ พวกเขาจะไม่ยึดติดกับความเชื่อใดๆ แบบงมงาย แต่ยังเปิดใจรับข้อมูลใหม่ๆ อยู่เสมอ แต่เป็นระดับที่บรรลุได้ยาก เพราะเป็นสภาวะที่ยังยอมรับว่าโลกนี้ไม่มีสาระที่แท้จริงอยู่ จึงไม่มีอะไรที่ยีดติดได้อย่างแท้จริง ทำให้ยังต้องเผชิญกับอารมณ์วิตกกังวลอันนั้นอยู่ และไม่ได้เลือกที่จะหลีกหนีมันด้วยการหันไปยึดติดกับความเชื่ออะไรบางอย่าง คนส่วนน้อยมากที่จะมาถึงระดับนี้ได้

พวก Existentialist เป็นพวกปัจเจกนิยมด้วย เพราะไม่เชื่อว่ามีค่านิยมอะไรที่เป็นสากลอยู่ก่อน จึงไม่ทำอะไรตามกระแสสังคม กระแสสังคมมีแนวโน้มที่จะพาคนไปสูง Bad Faith สูง เพราะคนเรามี inclination ที่จะเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว คุณค่าของแต่ละคนต้องสร้างขึ้นมาเองด้วยตัวคนนั้นๆ เอง ซึ่งไม่จำเป็นต้องเหมือนกับคนอืนๆ (เพราะไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความจริงแท้อยู่แล้ว)

นอกจากนี้ยังจัดว่าเป็นพวกที่ใช้ชีวิตด้วยการลงมือทำจริงๆ ด้วย คนเราไม่อาจมีประสบการณ์ชีวิตได้จากการฟังหรืออ่านอย่างเดียว แต่ต้องปฏิบัติจริงเท่านั้น และการลงมือสิ่งต่างๆ ของเรานี่แหละที่ก่อให้เกิดคุณค่าและความหมายของชีวิตของเรา สิ่งที่เราทำคือสิ่งที่เป็นตัวเรา ไม่ใช่แค่สิ่งที่เราคิด คนเราไม่อาจเป็นนักท่องเที่ยวได้ด้วยการนั่งดูรูปถ่ายไปเที่ยวของเพื่อนๆ ในเฟสบุ้ค แล้วคอยกดไลท์ไปเรื่อยๆ แต่เราต้องไปเที่ยวดัวยตัวเองเท่านั้น Existentialist เป็นคนที่ใช้ชีวิตแบบมี Passion (ต่างกับพุทธที่มองตัณหาว่าเป็นตัวปัญหาอยู่เหมือนกัน)

ตามแนวคิด Existentialism คนเราไม่ควรมีความเชื่ออะไรที่เป็นแบบสุดโต่งเลย ไม่ว่าจะเป็น ซ้ายจัด ขวาจัด หัวรุนแรง การล่าแม่มด ฯลฯ เราอาจมีความเชื่อและมีความกระตืนรือร้นในความเชื่อนั้นๆ ได้ แต่เราจะไม่ยึดติด หรือคิดว่าความเชื่อเหล่านั้นเป็นความจริงแท้ เพราะไม่มีอะไรเป็นความจริงแท้สักอย่าง (aka Post-modernism) การที่ใช้ความรุนแรงใดๆ เพื่อปกป้องความเชื่อของตัวเอง ล้วนแล้วแต่เป็นความงมงายทั้งสิ้น เราทำไปเพื่อปกป้องตัวตนของเราเอง เพราะเราเอาตัวตนของเราไปผูกติดกับความเชื่อเหล่านั้น ซึ่งแท้จริงแล้วมันก็เป็นแค่ความชื่ออย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงเลย มันจึงไม่มีค่าพอที่จะต้องแลกด้วยชีวิตของคนอื่น

Existentialism ได้เป็น pop culture อยู่ในช่วงเวลาที่สั้นมากๆ ในช่วงราวทศวรรษที่ 50 แต่หลังจากนั้น โลกก็หันเข้าหาความเชื่อต่างๆ ตามเดิมอีก เพราะโดยนิสัยแล้ว มนุษย์ชอบการยึดติดกับความเชื่อมากกว่า

ในช่วงบั้นปลายชีวิต Satre เองกลับเป็นคนซ้ายสุดโต่งอยู่เหมือนกัน (น่าสังเกตว่า Existentialist มีทั้งที่เป็นขวาจัดอย่างเช่น Martin Heidegger ซึ่งเป็นนาซีเต็มตัว และซ้ายจัดแบบ Satre) Satre ดูจะปฏิเสธสถาบันทางสังคมทุกรูปแบบ (Anti-establishment) ซึ่งนำไปสู่การโค่นล้มตลอดเวลา เพราะเมื่อโค่นล้มสถาบันอย่างหนึ่งได้แล้ว สถาบันอย่างใหม่ก็จะมาแทนที่อีก ทำให้ต้องโค่นล้มไปเรื่อยๆ กลายเป็นการยึดติดใน “ความไม่ยึดติด”

โดยส่วนตัว ผมตีความแนว Existentialism ว่า ถ้าหากคุณไม่ได้มีปณิธานยิ่งใหญ่มากขนาดจะช่วยมนุษยทั้งโลกให้พันทุกข์ ประมาณว่าอยากเป็นศาสดาองค์ใหม่อะไรขนาดนั้น คุณก็ไม่จำเป็นต้องมุ่งสู่ความเป็นมนุษย์ในระดับที่สามหรอก เพราะว่ามันจะมีแต่ความยากลำบากอย่างยิ่ง (เช่น Nietzsche จบลงด้วยอาการ Nervous Breakdown) ที่จริงแล้ว คนเรายังสามารถมีความเชื่ออะไรบางอย่างได้ (ระดับสอง) เพราะมันช่วยทำให้ชีวิตมีความสุขได้ง่ายกว่า ( passionate life ) แต่สิ่งที่ Existentialist ต่างจากคนที่มีความเชื่อทั่วไปคือ ถึงแม้จะมีความเชื่อ แต่พวกเขาจะไม่ยึดติดกับความเชื่อหรือคิดว่าเป็นความจริงแท้ ความเชื่อเป็นเพียงแค่เครื่องมือในการใช้ชีวิตให้มีความสุข พวกยังกล้าตรวจสอบความเชื่อของตัวเองอยู่ และหากมีใครมาวิจารณ์ความเชื่อของพวกเขา พวกเขาก็จะไม่รู้สึกโกรธ เพราะไม่เอาตัวตนไปผูกกับความเชื่อ และจะไม่ทำร้ายใครเพื่อปกป้องความเชื่อของตัวเอง เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่มีอะไรเป็นความจริงแท้

620: Friedrich Nietzsche

nietzsche-friedrichตั้งแต่เด็ก Nietzsche ถูกฝึกมาเพื่อที่จะเป็นพระตลอดชีวิต แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งด้วยเหตุผลใดก็ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด เขาได้หันหลังให้กับศาสนาโดยสิ้นเชิง และเริ่มศึกษาปรัชญาแบบโลกๆ ที่ไม่อธิบายสิ่งต่างๆ ให้เป็นเรื่องศาสนาไปหมด ถึงจุดหนึ่งเขาถึงกับประกาศตัวว่าเป็น Anti-Christ วลีอมตะของเขาก็คือ God is Dead.

Nietzsche มองว่า ความจริงแท้ นั้นไม่มีอยู่จริง ไม่ว่าเราจะพยายามอธิบายอย่างไร สุดท้ายแล้ว ทั้งหมดจะเป็นได้แค่ ความคิดเห็นของตัวเราเองเท่านั้น ซึ่งเต็มไปด้วย Bias (There is no facts, only interpretations) แต่มนุษย์ก็ยังพยายามจะ claim ว่ามีความจริงแท้อยู่ให้ได้ นั่นเป็นเพราะมนุษย์อยากรู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย แต่โลกจริงๆ ไม่ได้มีอะไรที่เป็นแก่นสารหรือสาระอะไรเลย สิ่งมีชีวิตเกิดและตายต่อๆ กันไปเรื่อยๆ โดยไม่มีวัตถุประสงค์ เพื่อการนี้เราได้สร้างระบบความเชื่อต่างๆ ขึ้นมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น ความดีความชั่ว หรือศาสนา

Nietzsche มองว่า ศาสนา นั้นมีโทษอยู่ด้วย เพราะลดทอนความเป็นมนุษย์ (dehumanization) เนื่องจากมนุษย์มีความสามารถที่จะคิด ตรวจสอบ ตั้งคำถามต่อสิ่งต่างๆ ได้ แต่ศาสนาทำให้มนุษย์ ไม่กล้าคิด ไม่กล้าตั้งคำถาม เอาแต่รักษาความเชื่อต่อไปเรื่อยๆ เขาเชื่อว่า มนุษย์ที่พัฒนาสูงสุดจะต้องเป็นบุคคลที่ก้าวข้ามลัทธิความเชื่อทั้งหมด

แนวคิดของ Nietzsche นำไปสู่บทสรุปเรื่อง สูญญตา หรือชีวิตไม่มีแก่นสาร อันเป็นปรัชญาที่ค่อนข้างจะหดหู่ และไม่สนองตอบความต้องการของมนุษย์ที่ชอบแสวงหา Meaning of Life

ในช่วงท้ายๆ ของชีวิต Neitzsche ค่อนข้างแยกตัว เข้าสู่ภาวะ Nervous Breakdown จะว่าไปแล้ว เขามีอะไรคล้ายๆ Vangogh อยู่เหมือนกัน ที่เป็นคนบ้าที่คิดอะไรบางอย่างที่คนธรรมดาคิดไม่ได้ แนวคิดของ Nietzsche ค่อนข้างล่ำยุค จนถือได้ว่าเขาเป็นผู้ให้กำเนิดปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่เลยทีเดียว

งานเขียนของ Nietzsche นั้นสามารถถูกตีความได้หลายแบบ หลังจากเขาตาย น้องสาวของเขาเป็นผู้มีสิทธิขาดในสมบัติทั้งหมดของเขาในฐานะทายาทโดยธรรมแต่เพียงผู้เดียว เธอเป็นสมาชิกพรรคนาซีตัวยง เธอจึงได้นำงานเขียนของเขามาดัดแปลงเพื่อช่วยสร้างความชอบธรรมให้กับแนวคิดของนาซี คนเยอรมันจะได้เห็นว่านาซีเป็นอุดมการณ์ที่มาจากแนวคิดของปราชญ์ที่เป็นคนเยอรมัน Nietzsche ถูกมองว่าเป็นนาซีอยู่เสมอ ทั้งที่เขาไม่รู้จักพรรคนาซีเลย เนื่องจากเขาตายไปก่อนที่พรรคนาซีจะก่อตั้งด้วยซ้ำ แนวคิดของ Nietzsche ยังเป็นรากฐานของปรัชญาแนวเสรีนิยมสมัยใหม่ รวมทั้ง Post-modernism อีกด้วย พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นรากฐานของปรัชญาตะวันตกยุคใหม่แทบทั้งหมด