สังคมพุทธครอบ

บ้านเรามักจะพูดกันว่าพวกไหว้ศาลพระภูมิ ไหว้พระราหู ขูดจอมปลวกขอหวย เป็นพวกที่งมงายในไสยศาสตร์

หรือถ้าหากเป็นพวกที่เข้าวัด แต่เสี่ยงเซียมซี ขอน้ำมนต์​ แม้ว่าจะเป็นวัดในศาสนาพุทธ แต่ถูกเรียกว่า พวกพุทธเทียม ไม่เข้าใจศาสนาพุทธอย่างแท้จริง เป็นพวกงมงายเหมือนกัน  

เดี๋ยวนี้เทรนด์ของพวกจริยธรรมสูงจะออกแนว บ้าปฏิบัติธรรม บ้านิพพาน ซึ่งพวกเขามองว่าเป็นพุทธแท้กว่า มีเหตุมีผล มีความรู้ จึงเป็นชาวพุทธแบบที่เหนือกว่าชาวบ้านทั่วไปที่เข้าวัดบ่อยเหมือนกันแต่เป็นแบบงมงาย

แนวนี้เค้าจะบอกว่าพวกเขาไม่ใช่เป็นพวกงมงาย เพราะว่า พุทธแท้มีความเป็นวิทยาศาสตร์ มีเหตุมีผล พิสูจน์ได้ อะไรทำนองนี้

สมัยอายุ 20 ต้นๆ ผมก็เป็นแนวนี้เหมือนกัน แบบว่าเราจะมีภูมิใจมากกว่าว่าเราเข้าใจพุทธแท้ พอเจอใครตีความพุทธในแบบที่ไม่ตรงกับแบบที่เราอ่านมา เราก็จะคิดว่าพวกนี้เป็นพวกไม่เข้าใจพุทธที่แท้จริง พุทธแท้ต้องเป็นแบบที่ฉันเข้าใจเท่านั้น รีบอบรมเขาเป็นฉากๆ บางทีถึงขนาดรู้สึกแค้นใจที่คนส่วนใหญ่ในสังคมยังไม่เข้าใจพุทธศาสนา เป็นเอามากขนาดนั้นเลย

เราอยู่ในสังคมพุทธครอบ เราถูกปลูกฝังมาโดยไม่รู้ตัวว่า พุทธเท่านั้นที่ถูกต้องที่สุด ซึ่งมัน ironic มากตรงที่ พุทธในความเข้าใจของแต่ละคนก็ไม่ได้เหมือนกัน แต่ทุกคนซึ่งก็ยังไม่บรรลุธรรมสักคนก็ล้วนคิดว่าพุทธในแบบของตัวเองนั้นถูกที่สุด

ถ้าใครมาบอกว่าเราไม่เปิดใจรับความเห็นอื่น เราก็มักจะอ้างว่าเรารับฟังแล้ว เพราะเราเป็นพุทธ แล้วก็จะอ้างเรื่องพุทธสอนหลักกาลมสูตร คือไม่ได้บังคับให้เชื่อ คือเราคิดแล้ว แต่เราก็ยังเห็นว่า พุทธนั้นถูกต้องที่สุดอยู่ดี

อันที่จริง พุทธศาสนานั้นไม่ใช่วิทยาศาสตร์ การที่คนบางส่วนรู้สึกอยากอวยพุทธศาสนามากๆ ก็เลยบอกว่า พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ หวังจะให้พุทธศาสนาดูดีนั้น กลับเป็นการลดค่าของพุทธศาสนาเสียด้วยซ้ำ เพราะความเชื่อแบบพุทธนั้น พุทธศาสนาเหนือกว่าวิทยาศาสตร์มากๆ

แต่พุทธศาสนาไม่ใช่วิทยาศาสตร์ เพราะพุทธศาสนาอ้างว่าสามารถเข้าถึงความจริงแท้ได้ทั้งหมดแล้ว แต่วิทยาศาสตร์ยังไม่กล้าอ้างขนาดนั้นเลย ถ้ามีทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมาภายหลังแล้วหักล้างทฤษฏีเก่าๆ ได้ วิทยาศาสตร์ก็พร้อมที่จะเปิดรับทฤษฏีใหม่ แล้วล้มล้างทฤษฏีเก่าได้ ต่างกับพุทธที่เป็นความจริงแท้ที่ไม่ขึ้นกับกาลเวลา ไม่มีวันล้าสมัย

พุทธศาสนายังไงก็ต้องใช้ความเชื่อประกอบ เป็นความเชื่อในแบบพุทธๆ ไม่ใช่เหตุผลล้วนๆ และไม่ใช่หลักวิทยาศาสตร์ด้วย

พุทธศาสนาบอกว่าถ้าเราสั่งสมบุญบารมี ปฏิบัติธรรม กี่หมื่นกี่แสนชาติก็ไม่รู้ ผมจำไม่ได้แล้ว เราจะมีโอกาสบรรลุนิพพานได้ในชาติใดชาติหนึ่ง ฉะนั้น เราควรเริ่มตั้งต้นสะสมบุญบารมี และเจริญสติกันตั้งแต่ชาตินี้ แม้พุทธศาสนาจะอ้างหลักกาลมสูตรว่านี่ไม่ได้บังคับให้เชื่อ แต่ให้ลองปฏิบัติก็จะบรรลุธรรมก็จะเห็นได้เอง แต่คำสอนลักษณะนี้ จำเป็นต้องอาศัยความเชื่อ และเป็นความเชื่อในแบบที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ด้วย เพราะถ้าคุณจะทำตาม คุณก็ต้องเชื่อก่อนล่ะว่า ชาติหน้ามีจริง เพราะถ้าชาติหน้าไม่มีจริง จะทำไปทำไม คนที่เป็นนักวิทยาศาสตร์เวลาได้ยินแบบนี้ จะเลือกไม่ทำตาม

ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าวิทยาศาสตร์ไม่ได้ใช้หลักความเชื่ออะไรเลย ที่จริงวิทยาศาสตร์ก็ต้องอาศัยหลักความเชื่อบางอย่างเหมือนกัน ได้แก่ หลักประจักษ์นิยม (ถ้าทดลองให้เห็นเชิงประจักษ์ได้ สรุปได้เลยว่าเป็นจริง) และต้องอาศัยหลักนิรนัยซึ่งไม่จริงเสมอไป ดังนั้นวิทยาศาสตร์ก็ใช้ความเชื่อด้วยเหมือนกัน แต่ว่าเป็นความเชื่อในแบบที่แตกต่างกับพุทธศาสนา

หรือต่อให้คุณสะสมบารมีมาครบแสนชาติแล้ว ถ้าฝึกชาตินี้อีกชาติเดียวก็จะนิพพานได้พอดี นักวิทยาศาสตร์ก็จะไม่ทำอยู่ดี เพราะว่า นิพพาน ก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ในทางวิทยาศาสตร์ เพราะพุทธบอกว่า นิพพานเป็นเรื่องที่รู้ได้เฉพาะตนเท่านั้น แต่สิ่งที่พิสูจน์ในทางวิทยาศาสตร์นั้น ต้องพิสูจน์ได้ในเชิงประจักษ์ คือ ทำซ้ำให้คนหลายๆ คนเห็นประจักษ์ได้โดยไม่ขึ้นกับผู้ทำว่าเป็นใครด้วย แต่นิพพานให้คนเดียวทดลองให้คนอื่นๆ ประจักษ์ไม่ได้ จึงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ในทางวิทยาศาสตร์

วิทยาศาสตร์มีวิธีจัดการกับสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ต่างจากศาสนาโดยสิ้นเชิง เพราะวิทยาศาสตร์เลือกที่จะเฉยเมยต่อสิ่งที่พิสูจน์เชิงประจักษ์ไม่ได้ สมมติว่า มีคนไทยไปบอกองค์การนาซ่าว่าให้นิมนต์พระมาเจิมกระสวยอวกาศก่อนส่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสิ ถ้าเป็นแนวความเชื่อจะบอกว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงหรือไม่ยังไม่รู้ แต่เชื่อไว้ก่อนก็ไม่ได้เสียหายหนิ แต่คุณจะเห็นว่า นักวิทยาศาสตร์เลือกที่จะไม่นิมนต์พระมาเจิม วิทยาศาสตร์ไม่ได้ปฏิเสธสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าผิด แต่วิทยาศาสตร์เลือกที่จะเมินเฉย ในขณะที่แนวความเชื่อทั้งหลายมักเลือกที่จะเชื่อไปก่อน วิทยาศาสตร์จึงต่างจากศาสนาทุกชนิดรวมทั้งศาสนาพุทธด้วยที่เลือกจะปฏิบัติธรรมไปก่อนทั้งที่นิพพานพิสูจน์ให้เห็นในเชิงประจักษ์ไม่ได้

พุทธเป็นปรัชญาที่ครอบสังคมไทยไว้ ทำให้เราไม่กล้าคิดแบบอื่น เช่น ไม่กล้าคิดว่าพุทธอาจจะผิดก็ได้ หรือคิดว่าแนวอื่นๆ อาจจะถูกต้องมากกว่าพุทธก็ได้ ซึ่งเป็นอุปสรรคให้การแสวงหาปัญญาแบบหนึ่ง

Low-hanging fruits

Low-hanging Fruits เป็นสำนวนฝรั่ง หมายถึง ทางเลือกที่ง่ายที่สุดท่ามกลางทางเลือกหลายทางที่นำไปสู่จุดหมายได้เหมือนกัน

เปรียบเสมือน ผลไม้บนต้น แทนที่เราจะหยิบเชอรี่พวงที่อยู่สูงที่สุด ทำไมเราไม่เลือกหยิบพวงที่อยู่ต่ำสุด เพราะหยิบถึงได้ง่าย และขจัดความหิวได้เหมือนๆ กัน

บางทีคนเราชอบทำอะไรให้มันยากๆ ทั้งที่วิธีที่ง่ายกว่าก็มี แต่ก็ไม่ยอมทำ เพราะยึดติด “รูปแบบ” อะไรบางอย่างที่ไม่จำเป็น สุดท้ายแล้วก็ไปไม่ถึงจุดหมาย เพราะความยึดติดนั้น

การเลือกวิธีที่ง่ายที่สุด ซึ่งอาจจะไม่ใช่ทางลัดที่สุด หรือทางที่ตรงที่สุด แต่มันช่วยให้เราเริ่มต้นได้ก่อน เมื่อเริ่มต้นได้แล้วค่อยหาบันไดขั้นต่อไป เพื่อให้ก้าวหน้าขึ้นไปได้อีกขั้น ไม่ใจร้อน แบ่งเป้าหมายใหญ่ออกเป็นขั้นตอนเล็กๆ แล้วทำทีละขั้น ถ้าเล็งแต่จะโดดพรวดเดียว ให้ถึงเส้นชัยเลย อาจไม่ทำทั้งชีวิต เพราะยากเกินไป

แต่คำแนะนำนี้ก็มีเรื่องต้องระวังด้วยเหมือนกัน บางคนเลือกแต่อะไรที่ง่ายๆ จนกลายเป็นนิสัยว่า ถ้ามีอุปสรรคนิดหน่อย จะไม่เอาทันที สุดท้ายแล้ว จะไม่ทำอะไรอีกเหมือนกัน เพราะว่าทุกทางเลือก ต่อให้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ก็ยังต้องมีอุปสรรคบ้างทั้งนั้น ดังนั้นต่อให้ช่างเลือกยังไง สุดท้ายแล้วก็ต้องเลือกทำอะไรสักอย่าง ไม่งั้นก็ไม่ได้ทำอีกเหมือนกัน  

 

10,000 ชั่วโมง

Outliers: The Story of Success โดย Malcolm Gladwell คือ หนังสือที่พูดถึงกฎ 10,000 ชั่วโมงอันลือลั่น

กฏนี้บอกว่า ถ้าไปเจาะลึกประวัติของคนที่ประสบความสำเร็จในประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่จะพบว่า มีช่วงหนึ่งของชีวิตที่พวกเขาทำแต่สิ่งนั้นทุกวันติดต่อกันนานมาก ซึ่งพบว่าคำนวณเป็นชั่วโมงแล้วมักจะอยู่ที่ประมาณ 10,000 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย เช่น วงเดอะบีทเทิลก็เคยเป็นวงโนเนมที่เล่นดนตรีในร้านอาหารทุกวันอยู่หลายปี หรือบิลเกตต์ตอนเป็นวัยรุ่นก็เคยบ้าเขียนโปรแกรมทั้งวันทั้งคืนอยู่หลายปี ฉะนั้นการที่เราเห็นบางคนประสบความสำเร็จนั้น พวกเขาไม่ได้ฟลุ้ค หรือมีพรสวรรค์ที่พระเจ้าให้มาเลยตั้งแต่เกิด แต่พวกเขาได้ผ่านการทำสิ่งนั้นๆ อย่างหนักมาก่อนจนเกิดความแตกฉาน ทะลุปลุโปร่งแล้ว จึงมีโอกาสประสบความสำเร็จได้

เป็นแนวคิดที่ทวนกระแสสังคมเวลานี้ที่บ้า “ทางลัด” อยากประสบความสำเร็จกันแบบชั่วข้ามคืน โดยไม่ต้องใช้ความวิริยะ แต่สุดท้ายแล้วก็เป็นเพียงแค่ Wishful Thinking แบบเด็กๆ ที่จริงแล้ว ถ้าเราอยากเก่งอะไร แค่เราทำสิ่งนั้นทุกวันวันละ 8 ชั่วโมง เพียงแค่สี่ปี ก็ครบ 10,000 ชั่วโมงแล้ว มันไม่ได้นานเกินไปหรอก น่าจะลองทำกันดู ผมว่ามันดูเข้าท่ากว่าพวกแนวคิดที่เอาแต่สอนให้หาทางลัดแบบที่ไม่ต้องใช้ความพยายามลมๆแล้งๆ ที่ฮิตๆ กันอยู่ในยุคนี้ 

ลักษณะพยาน

ในหลักกฎหมายวิธีพิจารณาคดี มีหลักอยู่อย่างหนึ่งว่า ผู้ใดเป็นผู้กล่าวหาผู้อื่น ผู้กล่าวหานั้นมีหน้าที่พิสูจน์ ถ้าผู้กล่าวหาไม่สามารถพิสูจน์ได้ ต้องถือว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้บริสุทธิ์ และในคดีอาญานั้น หากจำเลยไม่ตอบ ให้ถือว่าจำเลยปฎิเสธ

เป็นหลักกฎหมายที่ดีมากๆ เลย ถ้าหากทุกคนยึดหลักนี้ด้วยเวลาที่ได้ยินได้ฟังคนใส่ร้ายกัน น่าจะช่วยลดการกลั่นแกล้งกันในสังคมได้เยอะเลย ดีกว่าเอาแต่คติแบบชาวบ้านที่ว่า “ไม่มีมูล หมามันไม่ขี้” ซึ่งเป็นคติที่สนับสนุนให้คนหันมาแข่งขันกันด้วยการแข่งกันใส่ร้ายป้ายสีคู่แข่งขัน มากกว่าที่จะพยายามทำตัวเองให้ดีกว่า

สิ่งที่เราเป็น

เคยพูดถึง สิ่งที่เรามี กับ สิ่งที่เราทำ ไปแล้ว แต่ยังไม่ได้พูดถึง “สิ่งที่เราเป็น” เลย

สิ่งที่เราเป็น ก็เป็นสิ่งที่คนเราใช้สร้างตัวตน (ego) อีกทางหนึ่ง  โดยสิ่งที่เราเป็นนั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่อง “ความเชื่อ” มากที่สุด 

ความเชื่อที่ใช้สร้างตัวตนได้ดีที่สุดต้องมีลักษณะที่เคลมว่า เจ๋งที่สุด ดีที่สุด ถูกต้องที่สุด หรืออะไรก็ได้ที่เป็น ที่สุด เราจะได้อยากเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งนั้น เพื่อที่ว่าเราจะได้สร้างตัวตนที่เข้มแข็งของเราขึ้นมาจากการยึดติดกับความเชื่อนั้นๆ

ฉันเป็นชาวพุทธ ฉันเป็นคนไทย ฉันเป็นด็อกเตอร์ ฉันเป็นชนชั้นอีลีท ฉันเป็นสาวกวอเรนบัฟเฟต ฉันเป็นติ่งแอ๊ปเปิ้ล ฉันเป็นอะไรก็ได้ ที่มีอะไรบางอย่างที่ดูดี และมีคุณค่า 

เมื่อเราอาศัยความเชื่อในการสร้างตัวตนของเราขึ้นมา เราย่อมต้องปกป้องความเชื่อนั้น เพราะหากความเชื่อนั้นถูกคุกคาม  ก็เท่ากับว่าตัวตนของเราย่อมเสื่อมตามไปด้วย เพราะเราได้เอาตัวตนของเราไปฝากไว้กับความเชื่อนั่น

คนที่ต้องการปกป้องความเชื่อใดๆ แบบสุดโต่ง เขาจะบอกว่า เขาทำเพื่อปกป้องความเชื่อนั้น แต่ที่จริงแล้ว เขาทำไปเพื่อปกป้องตัวตนของตัวเขาเองทั้งสิ้น

ถ้ามีใครมาวิจารณ์ว่าความเชื่ออย่างหนึ่งไม่ดี ไม่จริง หรือมีจุดบกพร่อง ถ้าเราไม่ได้ผูกตัวตนของเราไว้กับความเชื่อนั้นเลย เราย่อมไม่รู้สึกอะไร ถ้าใครจะตรวจสอบความเชื่อนั้น เพื่อดูว่ามีจุดพกพร่องหรือไม่ เราก็คงปล่อยให้เขาทำไปตามสบาย เพราะถ้าของนั้นดีจริง ก็ต้องทนทานต่อการพิสูจน์ได้สิ แต่ถ้าเราผูกตัวตนของเรากับความเชื่อนั้นไปแล้ว เราจะไม่ยอมให้ใครมาตรวจสอบ  แต่เราจะโกรธแค้นคนที่มาพูดแบบนั้นมาก เราไม่ต้องการรู้เลยว่ามันจะจริงหรือไม่ แต่เราขอปกป้องความเชื่อนั้นไว้ดีกว่า นั่นก็เพราะเราได้ผูกตัวตนของเราเอาไว้กับความเชื่อนั่นแล้ว

ความเชื่อที่เรายึดติดเพื่อสร้างตัวตนนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรที่ดูยิ่งใหญ่เสมอไปก็ได้ บางทีอาจมาในรูปแค่แบรนด์สินค้า หรือแม้แต่แค่ร้านอาหาร เช่น ถ้าเราไปบอกใครว่าร้านนี้อร่อยมาก แล้วเขากลับบอกว่า ไม่เห็นอร่อยเลย รสชาติแย่มาก บางครั้งเราจะรู้สึกโกรธมาก ทั้งที่เราก็ไม่ใช่ลูกเจ้าของร้านนั้นสักหน่อย นั่นแสดงว่า เราได้ใช้ร้านอาหารนั้นบ่งบอกตัวตนของเราไปแล้ว โดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะถ้าไม่ใช่ เราจะไม่รู้สึกโกรธอะไรเลย ทีมฟุตบอล หรือหุ้น ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งนอกเหนือไปจากร้านอาหาร เราสามารถโกรธคนที่มาวิจารณ์ทีมฟุตบอลหรือหุ้นที่เราเชียร์ได้มากอย่างน่าประหลาด

พูดอย่างนี้แล้วไม่ได้แปลว่าไม่ให้มีความเชื่ออะไรเลย ผมกลับเห็นว่า ความเชื่อนั้นมีลักษณะที่คล้ายกับอาหารมาก ถ้าเราไม่กินอาหารใดๆ เลย เราจะเสียชีวิตได้เลย แต่ถ้าหากเรากินอาหารมาจนไร้ขีดจำกัด หรือกินอย่างเดียวไม่กินให้ครบห้าหมู่เลย อาหารก็จะฆ่าเราได้เหมือนกัน

ความเชื่อเป็นแรงผลักดันที่มีประสิทธิภาพมากของมนุษย์ เวลามองดูสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่อลังการของมนุษย์ เช่น ปิรามิด นครวัด ฯลฯ เราจะรู้สึกได้เลยว่า ถ้าไม่มีศรัทธาอันแรงกล้าต่อความเชื่ออะไรบางอย่าง พวกเขาคงไม่มีแรงผลักดันที่จะสร้างสิ่งก่อสร้างที่อลังการได้มากขนาดนี้ พวกเขาคงต้องเบื่อไปก่อนแน่นอน ดังนั้น ความเชื่อจึงมีประโยชน์ เพราะเป็นแรงผลักดันที่มีพลังสูงมากของมนุษย์ในการทำสิ่งต่างๆ 

แต่ในทางกลับกัน ความเชื่อก็ผลักดันให้เราทำสิ่งแย่ๆ ได้ด้วย เช่นการทำร้ายคนอื่น เช่น ชวนคนอื่นขายตรงจนเขารำคาญแล้วก็ยังไม่ยอมหยุด บังคับให้ลูกจ้างบริษัทตัวเองเห็นด้วยกับกลุ่มอุดมการณ์ทางการเมืองที่ตัวเองสนับสนุนอยู่เพราะลูกจ้างย่อมกลัวเราไม่ขึ้นเงินเดือน หรือบังคับให้คนอื่นนับถือศาสนาตามเรา หรือทำสงครามศาสนาเพื่อกำจัดคนนอกศาสนาให้หมด เป็นต้น ความเชื่อจึงมีโทษเช่นกัน คือ ผลักดันให้เราทำร้ายคนอื่นก็ได้

ความเชื่อจึงมีทั้งข้อดีและข้อเสีย และเราไม่มีความเชื่ออะไรเลยไม่ได้ คนเราจึงควรมีความเชื่อ เพื่อให้ชีวิตมีเป้าหมายและมีพลังในการทำงาน คนที่ไม่เชื่ออะไรมักจะเป็นคนเคว้งคว้าง ไม่ยอมทำอะไรเลย ขาดแรงกระตุ้น แต่ในเวลาเดียวกัน เราต้องรู้จักหลีกเลี่ยงด้านมืดของความเชื่อ ผมว่าส่วนใหญ่แล้วความเชื่อจะไม่ค่อยสร้างปัญหาจนกว่าเราจะเริ่มอยากให้คนรอบข้างเชื่อแบบเดียวกับเรา (เพื่อเพิ่มบารมีความขลังให้กับสิ่งที่เราเชื่อ ตัวตนของเราจะได้ยิ่งมั่นคงขึ้นอีก) เมื่อนั้นแหละที่เราจะเริ่มทำร้ายคนอื่น ถ้าบอกดีๆ แล้วไม่เชื่อเราก็จะเริ่มบังคับขู่เข็ญให้เชื่อ แต่ถ้าต่างคนต่างเชื่ออะไรก็เชื่อไป ไม่ต้องพยายามบังคับคนอื่นให้เชื่อเหมือนกับเรา เมื่อนั้นความเชื่อจะไม่มีปัญหา ไม่ต้องกลัวใครมาตรวจสอบความเชื่อของเรา เพราะอะไรที่ดีจริง ย่อมทนทานต่อการตรวจสอบด้วยตัวของมันเอง ถ้าบอกว่าดีแต่ตรวจสอบไม่ได้ แปลว่าไม่ดีจริงครับ