Home » ปรัชญา » เว่ยหลาง

408: เว่ยหลาง

เว่ยหลางเดิมเป็นเด็กตัดฝืน ไม่รู้หนังสือ แต่มีปัญญา อาศัยอยู่กับมารดาสองคน วันหนึ่งเว่ยหลางได้ยินคนกำลังสวดพระสูตรบทหนึ่งอยู่ เพียงแค่ได้ยินประโยคที่ว่า “พึงทำจิตมิให้ผูกพันกับทุกสภาวะ” เว่ยหลางก็เกิดปัญญาทันที และถามผู้ที่สวดว่าได้มาจากไหน เขาตอบว่าเขาเพียงแต่ท่องจำได้เท่านั้น แต่ไม่รู้ความหมาย พระสูตรนี้เป็นของหวางยัน สังฆปรินายกของนิกายเซ็นลำดับที่ห้า เว่ยหลางจึงลามารดา และออกเดินทางเพื่อไปขอเป็นศิษย์ศึกษาธรรมะ

หวางยัน ได้สนทนากับเว่ยหลางก็เห็นว่า เว่ยหลางนั้นเป็นแค่ชาวบ้านก็จริง แต่กลับมีปัญญามาก ก็จัดให้ไปทำงานหนักในโรงเรือนหลังวัด

วันหนึ่ง หวางยัน ประกาศว่า ศิษย์คนไหนสามารถเขียนโศลกว่าด้วยเรื่องจิตเดิมแท้ ที่แสดงให้เห็นว่าศิษย์คนนั้นเข้าใจธรรมะอย่างแท้จริง ตนจะแต่งตั้งให้เป็นสังฆปรินายกลำดับที่หก เพื่อสืบทอดนิกายเซ็นต่อไป

ชินเชา ผู้เป็นศิษย์เอกของวัดเป็นเพียงศิษย์คนเดียวที่กล้าเขียนโศลก ใจความว่า “กายคือต้นโพธิ์ จิตคือกระจกเงา จงหมั่นเช็ดกระจกเงาทุกวัน เพื่อมิให้ละอองฝุ่นจับ”

หวางยันได้อ่านโศลกบทนั้นก็รู้ทันทีว่า ชินเชา แม้เป็นศิษย์เอกของวัด แต่ก็มิได้เข้าใจธรรมะเลยแม้แต่น้อย

วันต่อมา มีเด็กคนหนึ่ง เอาโศลกของชินเชามาท่อง เว่ยหลางทำงานอยู่หลังวัดได้ยินเข้า ก็แก้ไขเสียใหม่เป็น “ไม่มีต้นโพธิ์ ไม่มีกระจก ในเมื่อทุกสิ่งว่างเปล่าแล้ว ฝุ่นจะจับอะไรได้เล่า”

เมื่อหวางยันได้ทราบโศลกของเว่ยหลาง ก็รู้ได้ทันทีว่า เว่ยหลาง เข้าใจธรรมะอย่างถ่องแท้ ในเมื่อจิตเดิมแท้นั่นว่างเปล่าอยู่แต่เดิม ฝุ่นย่อมจับไม่ได้ หวางยันได้ลอบมาพบเว่ยหลางตอนกลางคืนเพื่อแสดงธรรมและมอบจีวรซึ่งแทนตำแหน่งสังฆปรินายกให้ และบอกว่าในวัดนี้มีคนขี้อิจฉาริษยาอยู่มาก ที่ให้เว่ยหวางมาทำงานหลังวัดเป็นเพราะเห็นว่า เว่ยหวางเป็นแค่ชาวบ้านแต่เป็นผู้มีปัญญามาก เกรงว่าจะเป็นที่ริษยาของลูกศิษย์คนอื่นที่สูงกว่า แล้วหวางยันก็สั่งให้เว่ยหวางหลบหนีออกนอกวัด

รุ่งเช้าเมื่อบรรดาลูกศิษย์ขี้อิจฉาที่รู้ว่าท่านอาจารย์มอบจีวรให้กับเด็กวัด ก็ออกไล่ล่าเว่ยเหลางเพื่อแย่งชิงจีวร

เว่ยหลางหลบหนีไปถึงสำนักตุงซั่น ก็ได้พบกับเยนชุง เจ้าอาวาส เยนชุงถามว่า หวางยันได้สอนธรรมะอะไรท่านบ้าง เว่ยหลางตอบว่า ท่านหวางยันคุ้ยเขี่ยเรื่องจิตเดิมแท้ให้ฟัง แต่นอกจากนั้นก็ไม่ได้สอนอะไรอีกเลย เยนชุงถามกลับว่า หวางยันไม่ได้สอนเรื่องญาณและวิมุตติเลยรึ เว่ยหลางตอบว่า ไม่เลย เพราะนั่นทำให้เกิดความหมายว่าการบรรลุธรรมนั้นมีสองหนทาง แต่ในทางพุทธธรรมนั้น มันมีแค่ทางเดียว

เยนชุง ถามเว่ยหลางว่า ทางเดียวนั้นคืออะไร เว่ยหลางตอบว่า ก็เหมือนกับในบทปรินิวรณสูตรที่ตัวท่านเองก็เทศน์อยู่ทุกวัน ที่เล่าว่า โกไกวตั้กถามพระพุทธเจ้าว่า บุคคลที่ปาราชิก ทำอนันตริยกรรม หรือพวกมีมิจฉาทิฐินั้น ถือว่าทำลายจิตเดิมแท้ของตัวเองไปแล้วโดยสิ้นเชิงหรือไม่ พุทธองค์ตอบว่า รากเหง้าแห่งความดี มีแบบที่เป็นอนันต์ กับไม่เป็นอนันต์ แต่จิตเดิมแท้นั้นจะเป็นอนันต์ก็ไม่ใช่ ไม่เป็นอนันต์ก็มิใช่ จิตเดิมแท้ของเขาจึงมิได้ถูกถอนโดยสิ้นเชิง จิตเดิมแท้นั้นเป็นของที่ไม่ดี และไม่ชั่ว พุทธธรรมที่คนทั่วไปเข้าใจนั้นแบ่งแยกได้เป็นสองอย่าง เป็นของคู่ แต่ผู้ที่ได้บรรลุธรรมแล้วย่อมเห็นได้ว่า ธรรมชาตินั้นมิได้มีอะไรเป็นของคู่เลย ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะจึงมิได้เป็นของคู่

เยนชุง ได้ฟังดังนั้น ก็ถวายตัวเป็นศิษย์และยกให้เว่ยหวางเป็นเจ้าอาวาสดูแลสำนักตุงซั่น เผยแพร่ธรรมะต่อไป

(สรุปความส่วนหนึ่งจาก “สูตรเว่ยหลาง” โดย พุทธทาส อินทปัญโญ)

3 thoughts on “408: เว่ยหลาง

  1. ขณะจดจ่องบรรดาทวิตข้อความต่างๆถึงประเด็น ละครเหนือเมฆ2 ถูกหดจบเสมือนเนื้อหาจะไม่ตรงตาตรงใจผู้มีอำนาจ?!?!? เจอบล็อกนี้โดยบังเอิญจึงอยากโพสต์ความตอนหนึ่งในหนังสือ ‘ศึกษาสูตรของเว่ยหล่าว(ภาคสมบูรณ์)’ ได้ประทับแก่ใจตน …. ‘การศึกษาพระสูตรของเว่ยหล่าง จึงสมควรที่จะปล่อยวางสิ่งติดยึดอันเป็นความเคยชินในการศึกษาที่ผ่านมาทั้งหมด เพราะมิเช่นนั้นไม่อาจทำความเข้าใจความหมายอันล้ำลึกแห่งพระสูตรนี้ได้เลย’

  2. แม่นแล้วครับ หากไม่เปิดใจจะรับอะไรไม่ได้เลย

  3. เคยอ่านประวัติท่านเหมือนกัน(แต่อ่านจากชาล้นถ้วยของท่าน ว.)
    พออ่านแล้วมัน “ปิ๊ง” ขึ้นมาทันทีเลยครับ จิตใจมันโล่ง เบา ปลอดโปร่ง(ไม่แน่ใจว่านี่คือความรู้สึกของนิพพานรึเปล่า ถ้าใช่ก็ยังเป็นนิพพานแบบชั่วคราว)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>